อาการปวดเมื่อยบริเวณต้นคอ ลามลงมาที่บ่าและไหล่ เป็นปัญหาที่กวนใจคนวัยทำงานเกือบทุกคน โดยเฉพาะชาวออฟฟิศที่ต้องนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน หากปล่อยทิ้งไว้นานวันเข้า อาจพัฒนาไปสู่อาการ ปวดคอบ่าไหล่เรื้อรัง ที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การนอนหลับ และประสิทธิภาพในการทำงานได้
หลายคนอาจกำลังมองหาวิธีดูแลตัวเองเบื้องต้น หรือสงสัยว่าอาการที่เป็นอยู่รุนแรงแค่ไหน วันนี้โปรทริว่าได้รวบรวมเทคนิคดีๆ ที่มีงานวิจัยรองรับ เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลสุขภาพคอและไหล่ของคุณให้กลับมาเบาสบายอีกครั้งค่ะ
6 เทคนิคแก้ ปวดคอบ่าไหล่เรื้อรัง ฉบับทำเองได้ที่บ้าน
หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหา ปวดคอบ่าไหล่เรื้อรัง ที่รบกวนจิตใจ ลองนำ 6 เทคนิคการดูแลตัวเองเหล่านี้ไปปรับใช้ดูนะคะ เป็นวิธีที่ปลอดภัยและสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเองที่บ้านค่ะ
1. ปรับท่าทางให้ถูกต้อง
จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดคือการปรับท่าทาง (Posture) เนื่องจากอาการปวดและตึงอาจเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้ (3)
- ท่าทางการยืนที่ไม่เหมาะสม
- อยู่ในท่าเดิมนานเกินไป
- เตียงที่นุ่มเกินไปหรือแข็งเกินไป
- หมอนที่แข็งหรือนุ่มจนไม่สบาย
แนวทางจัดสรีระเพื่อสุขภาพหลังและคอ
ท่านั่งที่ถูกต้อง
ช่วงขา: วางเท้าให้ราบกับพื้น ให้เข่าอยู่ต่ำกว่าสะโพกเล็กน้อย (ใช้ที่วางเท้าเสริมได้หากจำเป็น)
เก้าอี้: ควรใช้เก้าอี้ที่ซัพพอร์ตหลังส่วนล่างได้ดี เช่น เก้าอี้พนักพิงแข็งหรือพนักตรง หลีกเลี่ยงโซฟาที่นุ่มหรือเตี้ยเกินไป
อุปกรณ์เสริม: ใช้หมอนรองหลังเพื่อช่วยรักษาแนวกระดูกสันหลัง ทั้งขณะอยู่บ้าน ทำงาน หรือขับรถ
การจัดวางอุปกรณ์ทำงาน
ระดับสายตา: ปรับจอคอมพิวเตอร์และโต๊ะให้สูงพอเหมาะ เพื่อป้องกันการโน้มศีรษะไปข้างหน้าซึ่งทำให้กล้ามเนื้อคอตึง
อุปกรณ์เสริม: ใช้แท่นวางหนังสือ (Reading frame) เพื่อช่วยให้ไม่ต้องก้มอ่านนานๆ และวางเมาส์กับคีย์บอร์ดให้อยู่ในตำแหน่งที่สัมพันธ์กับหน้าจอ
การดูแลระหว่างวัน
ควรหมั่นลุกขึ้นยืน ยืดเส้นยืดสาย และเดินไปมาเป็นระยะ เพื่อลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อและป้องกันอาการปวดเมื่อยสะสม
2.เลือกใช้ “ประคบร้อน” หรือ “ประคบเย็น” ให้ถูกจังหวะ
คำถามยอดฮิตคือ “ปวดคอบ่าไหล่ ประคบร้อนหรือเย็น” ดีกว่ากัน? คำตอบขึ้นอยู่กับระยะของอาการค่ะ (3)
- การประคบร้อน : อาบน้ำอุ่น หรือใช้ผ้าขนหนูอุ่นหรือแผ่นประคบร้อน (ปรับระดับความร้อนต่ำสุด) วางบนบริเวณที่ปวดเป็นเวลา 15 นาที ทุกๆ สองสามชั่วโมง ความร้อนจะช่วยคลายกล้ามเนื้อและกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต
- การบำบัดด้วยความเย็น : ประคบเย็นหรือถุงน้ำแข็ง (ห่อด้วยผ้าขนหนูบางๆ เพื่อป้องกันผิว) เป็นเวลา 15 นาที ทุกๆ สองสามชั่วโมง ความเย็นจะทำให้หลอดเลือดหดตัว ลดการอักเสบและบวม ควรใช้ความเย็นแทนความร้อนทันทีหลังได้รับบาดเจ็บ
3. ออกกำลังกาย
ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เกี่ยวกับการออกกำลังกายคอที่คุณสามารถลองทำเพื่อบรรเทาอาการปวดคอและเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหว อย่าออกกำลังกายหากคุณมีอาการบาดเจ็บที่คออย่างรุนแรงหรือเส้นประสาทถูกกดทับ (4)
4. หลีกเลี่ยงการแบกของหนักไว้บนบ่า
หลีกเลี่ยงการสะพายของหนักบนบ่า เช่น กระเป๋าหนังสือหรือกระเป๋าเดินทาง และควรเปลี่ยนมาใช้กระเป๋าแบบมีล้อลากแทน เพื่อลดภาระของกล้ามเนื้อและกระดูกสันหลัง (4)
5.การนวดกดจุดเบาๆ ด้วยตัวเอง (Self-Massage)
หากรู้สึกตึงมา กการนวดกล้ามเนื้อคอเบา ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนวดด้วยน้ำมันหอมระเหย มักจะช่วยได้ อย่างไรก็ตาม คุณควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเกี่ยวกับการใช้น้ำมันเหล่านี้ เนื่องจากอาจไม่เหมาะสำหรับทุกคน คุณควรระมัดระวังเป็นพิเศษหากคุณกำลังตั้งครรภ์หรือมีโรคประจำตัว เช่น โรคลมชัก และการทาครีมหรือขี้ผึ้งบริเวณที่เป็นแผลก็สามารถช่วยลดอาการปวดและให้ความรู้สึกอบอุ่นได้เช่นกัน (3)
6.ปรับท่าทางการนอน
ปรับท่าทางการนอนของคุณรักษาท่าทางที่ดีขณะนอนหลับ หากคุณนอนหงายหรือนอนตะแคง ให้ใช้หมอนรองศีรษะเพื่อให้ศีรษะและคออยู่ในแนวเดียวกับส่วนอื่นๆ ของร่างกาย หากคุณนอนหงาย ให้วางหมอนไว้ใต้เข่าเพื่อลดแรงกดทับบริเวณหลังส่วนล่าง หลีกเลี่ยงการนอนคว่ำโดยหันศีรษะไปทางอื่น (4)
อาการปวดต้นคอ ท้ายทอย ไหล่ เกิดจากอะไรได้บ้าง?
นอกจากพฤติกรรมการใช้งานในชีวิตประจำวันแล้ว อาการปวดบริเวณนี้อาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ได้ตามข้อมูลทางการแพทย์ (4) ดังนี้ค่ะ:
- ความเสื่อมตามวัย (Degenerative changes): เช่น ภาวะกระดูกคอเสื่อม (Cervical Spondylosis) หรือหมอนรองกระดูกเสื่อม ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุ
- การบาดเจ็บ (Injury): เช่น การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา หรืออุบัติเหตุทางรถยนต์ (Whiplash injury)
- ความเครียด (Stress): ความเครียดทางจิตใจมักส่งผลให้ร่างกายตอบสนองด้วยการเกร็งกล้ามเนื้อโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะบริเวณคอและบ่า
- โรคอื่นๆ: ในบางกรณีที่พบน้อย อาจเกิดจากการติดเชื้อ หรือภาวะผิดปกติอื่นๆ ภายในร่างกาย
ปวดคอบ่าไหล่แบบไหนอันตราย ต้องรีบไปหาหมอ?
หลายคนกังวลและค้นหาข้อมูลว่า “ปวดคอบ่าไหล่ เป็นมะเร็งไหม” หรือ “ปวดหัวแบบไหน เส้นเลือดในสมองตีบ” แม้ว่าส่วนใหญ่อาการปวดคอบ่าไหล่จะมาจากกล้ามเนื้อ (Myofascial pain) แต่หากมีสัญญาณเตือนเหล่านี้ (Red Flags) ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติมค่ะ
- มีไข้ร่วมด้วย: ปวดคอพร้อมกับมีไข้สูง หนาวสั่น หรือคอแข็งเกร็ง ก้มหน้าไม่ได้ (อาจเสี่ยงเยื่อหุ้มสมองอักเสบ)
- น้ำหนักลดผิดปกติ: ปวดเรื้อรังร่วมกับน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ เหงื่อออกกลางคืน หรือมีประวัติโรคมะเร็งมาก่อน
- อาการทางระบบประสาท: มีอาการชามือ ชาแขน แขนขาอ่อนแรง การทรงตัวไม่ดี หรือมีปัญหาการขับถ่าย
- ปวดรุนแรงหลังอุบัติเหตุ: หากอาการปวดเกิดขึ้นทันทีหลังหกล้มหรือเกิดอุบัติเหตุ
- ปวดร้าวที่รุนแรง: ปวดร้าวลงแขนอย่างรุนแรง หรือปวดหัวรุนแรงแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
สำหรับคำถามที่ว่า “ปวดคอ บ่า ไหล่ กินยาอะไร” หรือ “ปวดคอบ่าไหล่ หาหมออะไร” เบื้องต้นหากปวดจากกล้ามเนื้อ สามารถปรึกษาเภสัชกรเพื่อใช้ยาทาบรรเทาปวด หรือยาคลายกล้ามเนื้อตามความเหมาะสมได้ค่ะ แต่หากอาการไม่ดีขึ้น การไปพบแพทย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ (Orthopedist) หรือแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู (Rehabilitation Medicine) จะเป็นทางเลือกที่ตรงจุดที่สุดค่ะ
สรุป
การดูแลอาการ ปวดคอบ่าไหล่เรื้อรัง ไม่ใช่เรื่องยากแต่ต้องอาศัยความสม่ำเสมอค่ะ การปรับพฤติกรรมตาม 6 เทคนิคข้างต้น ทั้งการจัดท่าทาง การออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อ และการพักผ่อนให้เพียงพอ จะช่วยบรรเทาอาการและป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำได้ อย่างไรก็ตาม หากดูแลตัวเองแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือมีสัญญาณอันตราย ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่ละเอียดถี่ถ้วนนะคะ
สุขภาพดีเริ่มที่การใส่ใจดูแลตัวเองในทุกๆ วันค่ะ โปรทริว่าขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนหายปวดเมื่อยและกลับมาสดใสแข็งแรงไวๆ นะคะ
อ่านบทความที่น่าสนใจอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่: งาดำ








