7 ประโยชน์ งาดำต่อผิวพรรณ เคล็ดลับผิวสวยสุขภาพดีจากธรรมชาติ

7 ประโยชน์ งาดำต่อผิวพรรณ เคล็ดลับผิวสวยสุขภาพดีจากธรรมชาติ

เคยไหมคะที่ส่องกระจกแล้วรู้สึกว่าผิวพรรณดูหมองคล้ำ ไม่สดใสเหมือนแต่ก่อน? ทั้งความเครียดจากการทำงาน มลภาวะ แสงแดด และกาลเวลาที่ผ่านไป ล้วนเป็นตัวการทำร้ายผิวของเราอย่างเงียบๆ หลายคนพยายามสรรหาครีมบำรุงราคาแพงมาใช้ แต่บางครั้งการดูแลจากภายนอกเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมองหาทางเลือกจากธรรมชาติเพื่อฟื้นบำรุงผิวจากภายในสู่ภายนอก "งาดำต่อผิวพรรณ" คือคำตอบที่น่าสนใจมากค่ะ ธัญพืชเม็ดจิ๋วสีดำนี้ซ่อนพลังแห่งการดูแลสุขภาพไว้มากมาย จนหลายคนยกให้เป็นราชินีแห่งธัญพืชเลยทีเดียว

7 ประโยชน์ของงาดำต่อผิวพรรณ เคล็ดลับผิวสวยสุขภาพดีจากธรรมชาติ

เมื่อพูดถึง งา ดํา ประโยชน์ โทษ หลายคนอาจจะนึกถึงเรื่องของกระดูกหรือข้อเข่าเป็นอันดับแรก แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ประโยชน์ของ งาดำต่อผิวพรรณ และสงสัยว่ามีอะไรบ้าง คำตอบคือมีเยอะมากค่ะ เพราะงาดำอุดมไปด้วยวิตามินอี สารต้านอนุมูลอิสระ และกรดไขมันดีที่จำเป็นต่อร่างกาย เรามาเจาะลึก 7 ประโยชน์สำคัญที่คุณจะได้รับเมื่อให้งาดำช่วยดูแลผิวพรรณกันค่ะ

1. อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัยให้ผิว

ในงาดำมีสารสำคัญที่ชื่อว่า "เซซามิน" (Sesamin) ซึ่งเปรียบเสมือนทหารยามที่คอยปกป้องเซลล์ผิวจากการจู่โจมของอนุมูลอิสระ (1) อนุมูลอิสระเหล่านี้คือตัวการที่ทำให้ผิวเกิดริ้วรอยก่อนวัย การรับประทานงาดำเป็นประจำจึงเป็นการสนับสนุนกลไกการชะลอวัยตามธรรมชาติ ช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์และสดใสขึ้น

2. เติมความชุ่มชื้น ลดปัญหาผิวแห้งกร้าน

งาดำอุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว เช่น โอเมก้า 6 ซึ่งกรดไขมันเหล่านี้ทำหน้าที่คล้ายกับปราการกักเก็บน้ำใต้ผิว ช่วยให้ผิวพรรณมีความชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้านหรือลอกเป็นขุย ใครที่มีปัญหาผิวแห้ง การเพิ่มงาดำในมื้ออาหารจะช่วยปรับสมดุลความชุ่มชื้นได้อย่างดีเยี่ยม (2)

3. ตัวช่วยผิวจากมลพิษ

ซิงค์ (Zinc) หรือสังกะสีที่มีอยู่ในงาดำ เป็นแร่ธาตุสำคัญที่มีส่วนช่วยในกระบวนในการล้างสารพิษออกจากผิวและเพิ่มการไหลเวียนโลหิต (3)

4. ลดความหมองคล้ำ เผยผิวกระจ่างใส

วิตามินบีรวมและวิตามินอีในงาดำ มีส่วนช่วยส่งเสริมการไหลเวียนของโลหิตให้ดียิ่งขึ้น เมื่อเลือดไหลเวียนดีก็นำพาสารอาหารและออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงเซลล์ผิวได้เต็มที่ ส่งผลให้ผิวพรรณดูมีเลือดฝาด ลดความหมองคล้ำ และดูเปล่งปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติ

5. บรรเทาอาการอักเสบของผิวหนัง

สารสกัดจากงาดำมีคุณสมบัติที่ช่วยปลอบประโลมผิวและบรรเทาการอักเสบได้ดี ไม่ว่าจะเป็นรอยแดงจากสิว หรืออาการระคายเคืองต่างๆ การรับประทานงาดำจะช่วยสนับสนุนกระบวนการสมานตัวของผิวตามธรรมชาติให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

6. ดูแลสุขภาพผมและหนังศีรษะ (งาดำลดผมหงอกได้ไหม?)

คำถามยอดฮิตที่ว่า "งาดำลดผมหงอกได้ไหม" คำตอบคือ งาดำมีสารอาหารที่ช่วยบำรุงรากผมและหนังศีรษะให้แข็งแรง ช่วยกระตุ้นการผลิตเม็ดสีเมลานิน จึงมีส่วนช่วยชะลอการเกิดผมหงอกก่อนวัย และทำให้เส้นผมดูดำเงางาม ซึ่งสุขภาพผมที่ดีก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บุคลิกภาพโดยรวมและผิวพรรณบริเวณใบหน้าดูโดดเด่นขึ้น (4)

7. เสริมเกราะป้องกันผิวจากแสง UV

การได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนจากงาดำ จะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มีการศึกษาพบว่าน้ำมันงาสามารถป้องกันการดูดซึมรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ได้ถึง 30% ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการไหม้แดด ริ้วรอย และผิวแก่ก่อนวัย (5)

นอกเหนือจากผิวพรรณ งา ดํา สรรพคุณ ดีต่อร่างกายอย่างไร?

มีการพูดถึง ประโยชน์ของงาดํา 29 ข้อ มีอะไรบ้าง? ตามสื่อต่างๆ มากมาย ซึ่งโดยรวมแล้วงาดำเปรียบเสมือนอาหารเสริมแบบองค์รวมจากธรรมชาติ มีคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสุขภาพ เช่น เป็นความดันโลหิตสูงกินงาดำได้ไหม หรือ ไขมันในเลือดสูงกินงาดําได้ไหม คำตอบคือ สามารถทานได้และดีต่อสุขภาพด้วยค่ะ งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าสารเซซามินในงาดำมีส่วนช่วยส่งเสริมการปรับสมดุลระดับไขมันในเลือด และสนับสนุนการทำงานของหลอดเลือด จึงช่วยลดความเสี่ยงและดูแลสุขภาพของผู้ที่มีความกังวลเรื่องความดันโลหิตสูงและคอเลสเตอรอลได้เป็นอย่างดี (2)

ไขข้อข้องใจ: งา ดํา ควรกินตอนไหน และ กินงา ดํา ทุกวัน ดี ไหม?

หลายคนที่ไปอ่านรีวิว กินงา ดํา ทุกวัน Pantip อาจจะเกิดความสงสัยว่า งาดําสามารถกินทุกวันได้ไหม? คำตอบคือ ทานได้ทุกวันค่ะ หากทานในปริมาณที่พอเหมาะ (ประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะต่อวันสำหรับงาดำคั่วบด)

  • งา ดํา ควรกินตอนไหน: สามารถทานเวลาไหนก็ได้ที่สะดวกค่ะ บางคนชอบโรยในสลัดหรือข้าวโอ๊ตมื้อเช้าเพื่อเติมพลังงาน หรือผสมในนมอุ่นๆ ดื่มก่อนนอนเพื่อช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและหลับสบายยิ่งขึ้น
  • การดื่มดีน่า งาดําทุกวันดีไหม?: นมถั่วเหลืองผสมงาดำเป็นทางเลือกที่สะดวกและหาซื้อได้ง่าย การดื่มทุกวันสามารถทำได้เพื่อรับโปรตีนและแคลเซียม แต่อาจจะต้องระวังเรื่องปริมาณน้ำตาลในบางสูตร แนะนำให้เลือกสูตรหวานน้อยหรือไม่มีน้ำตาลเพื่อสุขภาพที่ดีที่สุดค่ะ

งา ดํา แคปซูล สรรพคุณ และวิธีเลือก งา ดํา ยี่ห้อไหนดี

สำหรับคนที่ไม่สะดวกทานงาดำแบบคั่วบด งา ดํา แคปซูล สรรพคุณ ก็ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ได้อย่างดี เพราะเป็นการสกัดเอาสารสำคัญอย่างเซซามินเข้มข้นมาไว้ในเม็ดเดียว ทานง่ายและดูดซึมได้ไว

การเลือก งา ดํา ยี่ห้อไหนดี ควรพิจารณาจาก:

  1. กรรมวิธีการสกัด: ควรเลือกแบบสกัดเย็น (Cold Pressed) เพื่อคงคุณค่าทางอาหารไว้ให้ได้มากที่สุด
  2. ส่วนผสมอ้างอิง: บางแบรนด์อาจมีการผสมน้ำมันตัวอื่นเข้าไปด้วย ซึ่งหลายคนอาจมีคำถามว่า ข้อเสียของน้ํามันถั่วเหลืองคืออะไร? หากผสมน้ำมันถั่วเหลืองในปริมาณมาก อาจทำให้ร่างกายได้รับกรดไขมันโอเมก้า 6 สูงเกินไป ซึ่งหากไม่สมดุลกับโอเมก้า 3 อาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในร่างกายได้ จึงควรเลือกแคปซูลที่เป็นน้ำมันงาดำสกัดเพียวๆ หรือผสมน้ำมันรำข้าวที่ให้ประโยชน์ใกล้เคียงกัน
  3. ความน่าเชื่อถือ: หากพูดถึงน้ำมันงาแบบดั้งเดิม หลายคนอาจนึกถึงคำถามว่า น้ํามันงา เค่งกี่ ดีไหม ซึ่งเป็นแบรนด์เก่าแก่ที่มีชื่อเสียงด้านคุณภาพ การเลือกแบรนด์ที่มีมาตรฐานการผลิต (GMP) และได้รับรองจาก อย. จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

งา ดํา ประโยชน์ โทษ และ ข้อเสียของงาดําคืออะไร?

แม้จะมีข้อดีมากมาย แต่ทุกอย่างย่อมมีสองด้านเสมอ ข้อเสียของงาดําคืออะไร? หรือ โทษ ของงาดำ ที่ควรระวังมีดังนี้ค่ะ:

  • อาการแพ้: บางคนอาจมีประวัติแพ้ถั่วหรือธัญพืช ซึ่งอาจแพ้งาดำได้เช่นกัน หากมีอาการผื่นคัน หายใจติดขัดหลังทาน ควรหยุดและปรึกษาแพทย์ทันที
  • ให้พลังงานสูง: งาดำอุดมไปด้วยไขมัน (แม้จะเป็นไขมันดี) แต่ก็มีแคลอรี่สูง หากรับประทานมากเกินความต้องการของร่างกายและไม่ได้ออกกำลังกาย อาจส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้
  • ปัญหาทางเดินอาหาร: การกินงาดำคั่วเป็นเม็ดๆ โดยไม่เคี้ยวให้ละเอียด ร่างกายจะไม่สามารถย่อยและดูดซึมสารอาหารได้ นอกจากนี้หากทานมากเกินไปอาจทำให้ท้องร่วงหรือขับถ่ายบ่อยผิดปกติได้

การดูแลตัวเองด้วยธรรมชาติเป็นทางเลือกที่ยั่งยืน การหันมารับประทานงาดำในปริมาณที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการพักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำเยอะๆ จะช่วยส่งเสริมให้คุณมีผิวพรรณที่ดูสุขภาพดี เปล่งปลั่ง และมีความมั่นใจจากภายในสู่ภายนอกอย่างแท้จริงค่ะ

 

*บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาในการให้คำแนะนำทางการแพทย์, การวินิจฉัย, หรือการรักษา หากมีข้อกังวลหรือคำถามเกี่ยวกับสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเสมอ

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความอื่นๆ