เคยไหมคะ… จู่ๆ ก็รู้สึกเศร้าจนอยากร้องไห้ให้กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือหงุดหงิดคนรอบข้างไปซะทุกอย่าง ทั้งที่ปกติเราไม่ใช่คนแบบนี้ ร่างกายก็รู้สึกบวมน้ำ ปวดเมื่อยตามตัว หรืออยากกินแต่ขนมหวานๆ ตลอดเวลา หากคุณกำลังเผชิญกับสถานการณ์เหล่านี้ ขอให้รู้ไว้ว่าคุณไม่ได้เผชิญหน้าอยู่เพียงลำพัง และนี่ไม่ใช่ความผิดปกติของนิสัยคุณ แต่มันคือกลไกของร่างกายที่กำลังส่งสัญญาณบอกว่า "วันนั้นของเดือนกำลังจะมาเยือน"
7 วิธีรับมือสำหรับผู้หญิงและอาการ PMS พร้อมแนวทางบรรเทาอย่างตรงจุด
ปัญหาเรื่อง ผู้หญิงและอาการ PMS เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก แต่เราสามารถรับมือและปรับสมดุลร่างกายให้ผ่านช่วงเวลานี้ไปได้อย่างราบรื่น ก่อนที่เราจะไปดูวิธีดูแลตัวเอง เราต้องทำความเข้าใจกลไกของร่างกายกันก่อน เพื่อให้เราสามารถดูแลตัวเองได้อย่างตรงจุดที่สุด
ทำความรู้จักก่อนว่า PMS คืออะไร? ทำไมถึงทำให้เราเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้
คำถามที่หลายคนสงสัยคือ PMS คือ อะไร? PMS ย่อมาจาก Premenstrual Syndrome หรือกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเพศหญิง (เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน) ในช่วงหลังไข่ตก
เปรียบเทียบง่ายๆ ฮอร์โมนของเราก็เหมือนวงออร์เคสตราวงใหญ่ ในช่วงที่ไม่มีประจำเดือน ทุกเครื่องดนตรีจะเล่นประสานเสียงกันอย่างไพเราะ แต่เมื่อใกล้ถึงวันมีประจำเดือน ฮอร์โมนบางตัวจะลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว เหมือนมีนักดนตรีบางคนเล่นเพี้ยนหรือหยุดเล่นกะทันหัน ทำให้จังหวะของร่างกายและอารมณ์รวนไปหมด ส่งผลกระทบต่อสารเคมีในสมองอย่าง "เซโรโทนิน" (Serotonin) ที่ควบคุมอารมณ์และความสุขของเราโดยตรง
สังเกตตัวเองด่วน! PMS อาการ เป็นอย่างไรบ้าง?
โดยปกติแล้ว อาการก่อนเมนส์มา 1 อาทิตย์ หรืออาจจะ 2 อาทิตย์สำหรับบางคน จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ ซึ่งแต่ละคนจะแสดง PMS อาการ มากน้อยแตกต่างกันไปค่ะ:
- ด้านร่างกาย: คัดตึงเต้านม, ตัวบวมน้ำ, น้ำหนักขึ้น, ปวดศีรษะ, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, สิวขึ้น, อ่อนเพลีย, และมีปัญหาเรื่องการนอนหลับ
- ด้านอารมณ์และพฤติกรรม: หงุดหงิดง่าย, ร้องไห้โดยไม่มีเหตุผล, วิตกกังวล, ขาดสมาธิ, หิวบ่อย (โดยเฉพาะของหวานและคาร์โบไฮเดรต) และในบางรายอาจมีภาวะ PMS ซึม เศร้า ที่ทำให้รู้สึกดิ่งหรือหมดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบทำ
ในกรณีที่ฮอร์โมนแกว่งมากเป็นพิเศษ บางคนอาจเจอภาวะ อาการ PMS รุนแรง (PMDD – Premenstrual Dysphoric Disorder) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงานอย่างชัดเจน หากรู้สึกว่าอารมณ์ดิ่งลึกจนรับมือไม่ไหว การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาทางออกที่เหมาะสมคือทางเลือกที่ดีที่สุดค่ะ
แยกให้ออก: อาการก่อนเมนส์มา กับ ท้อง แตกต่างกันอย่างไร?
อีกหนึ่งความสับสนที่พบบ่อยมากคือ อาการก่อนเมนส์มา กับ ท้อง เพราะมีลักษณะคล้ายคลึงกันจนแยกแทบไม่ออก เช่น อาการคัดตึงเต้านม อ่อนเพลีย หรืออารมณ์แปรปรวน
แต่จุดสังเกตที่แตกต่างกันคือ:
- ระยะเวลา: อาการ PMS จะหายไปเองเมื่อประจำเดือนมาได้ 1-2 วัน แต่หากตั้งครรภ์ อาการเหล่านี้จะคงอยู่และอาจเพิ่มมากขึ้น
- อาการเฉพาะ: อาการแพ้ท้อง (คลื่นไส้ อาเจียน) หรือสีของลานนมที่เข้มขึ้น มักพบในการตั้งครรภ์มากกว่า
- จุดเลือดออก: การตั้งครรภ์อาจมี "เลือดล้างหน้าเด็ก" ซึ่งเป็นรอยเลือดจางๆ เพียงเล็กน้อย ต่างจากประจำเดือนที่จะมีปริมาณเลือดมากกว่าและไหลต่อเนื่อง
*หากสงสัย การใช้ที่ตรวจครรภ์หลังจากประจำเดือนขาดหายไป จะให้คำตอบที่ชัดเจนและแม่นยำที่สุดค่ะ
อาการ PMS วิธี แก้ และ 7 วิธีดูแลตัวเองแบบธรรมชาติ
แม้เราจะไม่สามารถสั่งให้ฮอร์โมนหยุดเปลี่ยนแปลงได้ แต่สำหรับ อาการ PMS วิธี แก้ และรับมือสามารถทำได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อประคับประคองให้ร่างกายและจิตใจอยู่ในจุดที่สมดุลที่สุด นี่คือ 7 วิธีที่คุณสามารถเริ่มทำได้ทันที:
1. ปรับโภชนาการ ลดเค็ม เลี่ยงของหวานจัด
ในช่วงนี้ร่างกายมักจะบวมน้ำอยู่แล้ว การกินอาหารรสเค็มจัดหรือมีโซเดียมสูงจะยิ่งกักเก็บน้ำไว้ในเซลล์มากขึ้น ทำให้รู้สึกอึดอัดตัว แนะนำให้เน้นอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ และธัญพืชขัดสีน้อย เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ช่วยลดอาการหงุดหงิดและลดความอยากของหวานได้
2. เติม "วิตามิน ลดอาการ PMS" ให้ร่างกาย
การเสริมสารอาหารบางชนิดสามารถช่วยบรรเทาอาการได้เป็นอย่างดี วิตามิน ลดอาการ PMS ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ได้แก่ (1, 2, 3)
- แคลเซียม (Calcium): ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย อารมณ์แปรปรวน และลดความรู้สึกซึมเศร้า
- แมกนีเซียม (Magnesium): เปรียบเสมือนตัวช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อตามธรรมชาติ ช่วยลดอาการปวดหัว ลดการบวมน้ำ และช่วยให้หลับสบายขึ้น
- วิตามินบี 6 (Vitamin B6): มีส่วนช่วยในการสร้างเซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยควบคุมอารมณ์ให้คงที่
3. ขยับร่างกายเบาๆ กระตุ้นเอนดอร์ฟิน
แม้จะรู้สึกปวดเมื่อยและไม่อยากทำอะไร แต่การออกกำลังกายแบบเบาๆ เช่น โยคะ เดินเร็ว หรือพิลาทิส จะช่วยกระตุ้นการหลั่งเอนดอร์ฟิน (ฮอร์โมนแห่งความสุข) ซึ่งเป็นสารแก้ปวดตามธรรมชาติ ช่วยลดอาการปวดเกร็ง และทำให้สมองปลอดโปร่งขึ้น
4. จัดการความเครียดอย่างมีศิลปะ
ความเครียดคือตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้อาการ PMS แย่ลง ลองหากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายจิตใจ เช่น การทำสมาธิ ฝึกลมหายใจเข้าออกลึกๆ อ่านหนังสือที่ชอบ หรือแม้แต่การแช่น้ำอุ่น ก็ช่วยคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อและระบบประสาทได้
5. เข้านอนให้เป็นเวลาและพักผ่อนให้เพียงพอ
ช่วงก่อนมีประจำเดือน ร่างกายจะอ่อนเพลียกว่าปกติ การนอนหลับให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อวันในสภาพแวดล้อมที่มืดสนิทและเย็นสบาย จะช่วยให้ร่างกายหลั่งเมลาโทนินและโกรทฮอร์โมนออกมาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และฟื้นฟูระบบฮอร์โมนให้ทำงานได้ดีขึ้น
6. งดหรือลดคาเฟอีนและแอลกอฮอล์
กาแฟ ชา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท ทำให้หัวใจเต้นเร็ว นอนหลับยาก และอาจเพิ่มความรุนแรงของอาการคัดตึงเต้านมและอารมณ์หงุดหงิดให้พุ่งสูงขึ้น ลองเปลี่ยนมาดื่มชาคาโมมายล์อุ่นๆ จะช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายได้ดีกว่า
7. จดบันทึกอาการ (Symptom Tracking)
การทำความรู้จักร่างกายตัวเองคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ลองใช้แอปพลิเคชันหรือสมุดจดบันทึกอาการที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน เมื่อเรารู้ล่วงหน้าว่าอาการเหล่านี้กำลังจะมา เราจะสามารถเตรียมตัวรับมือ ปรับเมนูอาหาร วางแผนการทำงาน และบอกคนรอบข้างให้เข้าใจสถานการณ์ได้ล่วงหน้า
การเป็นผู้หญิงและต้องรับมือกับความแปรปรวนของฮอร์โมนในทุกๆ เดือนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อเราเข้าใจต้นตอของปัญหาและรู้วิธีดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง อาการ PMS ก็จะไม่ใช่ฝันร้ายที่คอยรบกวนชีวิตคุณอีกต่อไปค่ะ





