10 ข้อควรรู้ มะเขือเทศสีแดง กับ มะเขือเทศสีขาว แบบไหนที่ใช่

10 ข้อควรรู้ มะเขือเทศสีแดง กับ มะเขือเทศสีขาว แบบไหนที่ใช่

คุณเคยยืนงงหน้าชั้นวางผักในซูเปอร์มาร์เก็ตไหมคะ? มองไปเห็นมะเขือเทศหลากหลายสีสัน ทั้งสีแดงสดใส สีเหลืองทอง และช่วงนี้หลายคนคงเคยได้ยินกระแสฮือฮาเกี่ยวกับ “มะเขือเทศสีขาว” ที่ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในวงการความงามและสุขภาพ จนเกิดคำถามในใจว่า สรุปแล้ว มะเขือเทศสีแดง กับ มะเขือเทศสีขาว มันต่างกันอย่างไร แบบไหนดีกว่ากัน และเราควรเลือกกินแบบไหนถึงจะตอบโจทย์สุขภาพของเรามากที่สุด?

วันนี้โปรทริว่าขอรับบทเป็นเพื่อนคู่คิด พาคุณไปเจาะลึกความลับของโลกมะเขือเทศกันค่ะ เราจะมาไขข้อข้องใจตั้งแต่เรื่องสี รสชาติ ไปจนถึงโภชนาการแบบจัดเต็ม อ่านจบรับรองว่าคุณจะเลือกซื้อมะเขือเทศได้อย่างมั่นใจแน่นอนค่ะ!

10 ข้อควรรู้ มะเขือเทศสีแดง กับ มะเขือเทศสีขาว เลือกแบบไหนดูแลสุขภาพ

เมื่อพูดถึง มะเขือเทศสีแดง กับ มะเขือเทศสีขาว สิ่งที่แตกต่างกันชัดเจนที่สุดไม่ใช่แค่เรื่องของสีสันภายนอกเท่านั้นนะคะ แต่มันคือ “สารอาหาร” ที่ซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งธรรมชาติได้ออกแบบมาอย่างชาญฉลาด เรามาดู 10 ข้อควรรู้ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจความมหัศจรรย์ของพืชชนิดนี้กันแบบเจาะลึกไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ

1. ไขข้อสงสัย: มะเขือเทศสีขาว มี จริง ไหม?

หลายคนอาจจะคิดว่ามะเขือเทศต้องมีแค่สีแดง แต่ความจริงแล้ว มะเขือเทศสีขาว มี จริง ไหม คำตอบคือ “มีจริงค่ะ!” มะเขือเทศสีขาว (White Tomato) เป็นสายพันธุ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ (เช่น สายพันธุ์ White Beauty หรือ Great White) สาเหตุที่มันมีสีขาวหรือสีเหลืองอ่อนมากๆ เป็นเพราะมันไม่มีสารไลโคปีน (Lycopene) ที่ให้สีแดงค่ะ

แต่ความพิเศษคือ มันกลับอุดมไปด้วยสารแคโรทีนอยด์แบบไร้สี (Colorless Carotenoids) อย่าง Phytoene และ Phytofluene ซึ่งเปรียบเสมือน “เกราะป้องกันที่มองไม่เห็น” ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดและมลภาวะภายนอก นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมมะเขือเทศสีขาว ประโยชน์ของมันจึงถูกนำมาต่อยอดในวงการความงามอย่างแพร่หลายค่ะ

2. มะเขือเทศสีแดงมีสรรพคุณอะไรบ้าง ทำไมถึงครองใจคนรักสุขภาพ

หากถามว่า มะเขือเทศสีแดงมีสรรพคุณอะไรบ้าง? นางเอกตัวจริงที่ทำให้มะเขือเทศสีแดงโด่งดังก็คือ “ไลโคปีน” (Lycopene) นั่นเองค่ะ ไลโคปีนเปรียบเสมือนทหารยามที่คอยลาดตระเวนจับสารอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยส่งเสริมการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงดูแลสุขภาพต่อมลูกหมากในคุณผู้ชาย ยิ่งมะเขือเทศมีสีแดงจัดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่ามีปริมาณไลโคปีนสูงมากเท่านั้นค่ะ (2)

3. ตารางสีมะเขือเทศ: สีต่างกัน รสชาติและประโยชน์ต่างกันหรือไม่?

คุณรู้ไหมคะว่า สีของมะเขือเทศสำคัญหรือไม่? สำคัญมากทีเดียวค่ะ เพราะสีเป็นตัวบอกชนิดของสารอาหาร ลองมาดู ตารางสีมะเขือเทศ ง่ายๆ กันค่ะ:

  • สีแดง: เน้นไลโคปีน (Lycopene) ดีต่อหัวใจและผิวพรรณ
  • สีส้ม/เหลือง: เน้นเบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) และลูทีน (Lutein) ดีต่อสายตา
  • สีขาว: เน้นไฟโตอีนและไฟโตฟลูอีน ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV

หากถามว่า มะเขือเทศสีต่าง ๆ มีรสชาติแตกต่างกันหรือไม่ คำตอบคือแตกต่างกันค่ะ สีแดงมักมีความสมดุลระหว่างเปรี้ยวและหวาน สีเหลืองหรือสีขาวมักมีความเป็นกรดน้อยกว่าและมีรสชาติออกไปทางผลไม้สดชื่นค่ะ

(หมายเหตุ: สำหรับใครที่ตามหา มะเขือเทศ 10 ชนิด พร้อมรูปภาพ สามารถจินตนาการตามได้ง่ายๆ ตั้งแต่มะเขือเทศเชอร์รี่จิ๋ว, ราชินี, โรม่า, บีฟสเต็กผลใหญ่, ไปจนถึงสายพันธุ์สีดำอย่างคูมาโตะ ซึ่งแต่ละชนิดก็มีเสน่ห์ต่างกันไปค่ะ)

4. กินอะไรผิวขาวเร็ว กินมะเขือเทศขาวขึ้นจริงไหม? (เจาะลึกอาหารเสริมมะเขือเทศสีขาว)

หลายคนที่มีปัญหาผิวหมองคล้ำมักตั้งคำถามว่า กินอะไรผิวขาวเร็ว และ กินมะเขือเทศขาวขึ้นจริงไหม ในความเป็นจริง อาหารไม่สามารถเปลี่ยนเม็ดสีผิวตามธรรมชาติของเราให้กลายเป็นคนละคนได้นะคะ แต่การกินมะเขือเทศ (โดยเฉพาะการกินอย่างต่อเนื่อง) จะช่วยส่งเสริมให้ผิวดูสว่างใส เปล่งปลั่ง สู้แดดได้ดีขึ้น

ปัจจุบันมีการสกัด มะเขือเทศสีขาว อาหารเสริม ออกมาจำหน่ายมากมาย ซึ่งมักมีราคาสูงกว่าปกติ (มะเขือเทศสีขาว ราคา มักจะสูงเนื่องจากการเพาะปลูกและเทคโนโลยีการสกัด) หากคุณสนใจว่า มะเขือเทศ สี ขาว ซื้อ ที่ไหน หรือ มะเขือเทศ สี ขาว ใน ไทย มีไหม? ปัจจุบันสามารถหาซื้อแบบผลสดได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียมบางแห่ง หรือในรูปแบบอาหารเสริมที่นำเข้ามาจำหน่าย แต่โปรทริว่าแนะนำให้เลือกแบรนด์ที่น่าเชื่อถือและมี อย. รับรองเสมอนะคะ

5. มะเขือเทศชนิดไหนมีไลโคปีนมากที่สุด และไลโคปีน ควรกินกี่ mg ต่อวัน?

มะเขือเทศชนิดไหนมีไลโคปีนมากที่สุด? แชมป์ขอยกให้กับกลุ่ม “มะเขือเทศเชอร์รี่” และ “มะเขือเทศสีดา” ค่ะ ยิ่งผลเล็ก พื้นที่ผิวต่อปริมาตรยิ่งเยอะ ทำให้เปลือกซึ่งเป็นแหล่งสะสมของไลโคปีนมีสัดส่วนสูงตามไปด้วย

แล้ว ไลโคปีน ควรกินกี่ mg ต่อวัน? เพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดี องค์การอนามัยหลายแห่งแนะนำให้รับประทานประมาณ 15-30 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่าง่ายๆ คือการดื่มน้ำมะเขือเทศแท้ 1 แก้ว หรือกินมะเขือเทศปรุงสุกประมาณ 2 ทัพพีค่ะ

6. มะเขือเทศแบบไหนไม่ควรกิน และโรคอะไรไม่ควรกินมะเขือเทศ?

แม้จะเป็นยอดมนุษย์แห่งผักผลไม้ แต่ก็มีข้อควรระวังค่ะ มะเขือเทศแบบไหนไม่ควรกิน คือ “มะเขือเทศที่ยังดิบและมีสีเขียวจัด” เพราะมีสารโซลานีน (Solanine) ที่อาจทำให้เกิดอาการปวดท้องหรือปวดหัวได้

ส่วนคำถามที่ว่า โรคอะไรไม่ควรกินมะเขือเทศ หรือต้องระวังเป็นพิเศษ:

  1. โรคไตระยะเสื่อม: เนื่องจากมะเขือเทศมีโพแทสเซียมสูง หากขับออกไม่ทันอาจเป็นอันตรายได้
  2. โรคกรดไหลย้อน (GERD): มะเขือเทศมีความเป็นกรด อาจกระตุ้นให้อาการแสบร้อนกลางอกกำเริบได้ในบางคนค่ะ

7. ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานสามารถกินมะเขือเทศได้หรือไม่ ช่วยลดน้ำตาลไหม?

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานสามารถกินมะเขือเทศได้หรือไม่? กินได้และดีมากด้วยค่ะ! มะเขือเทศมีค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic Index) ต่ำมาก และมีเส้นใยอาหารสูง หากถามว่า มะเขือเทศช่วยลดน้ำตาลไหม มันไม่ได้มีฤทธิ์ลดน้ำตาลเหมือนยาโดยตรงนะคะ แต่มันช่วย “ปรับสมดุล” และชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลหลังมื้ออาหารไม่พุ่งปรี๊ด ถือเป็นผักที่เป็นมิตรต่อผู้ที่ต้องดูแลระดับน้ำตาลอย่างแท้จริงค่ะ (3)

8. กินมะเขือเทศแบบไหนดีที่สุด และฉันสามารถกินมะเขือเทศเชอร์รี่ 20 ลูกต่อวันได้ไหม?

กินมะเขือเทศแบบไหนดีที่สุด คำตอบขึ้นอยู่กับว่าคุณอยากได้อะไรค่ะ:

  • อยากได้วิตามินซี: ให้กินแบบ “สด”
  • อยากได้ไลโคปีน: ให้กินแบบ “ปรุงสุกผ่านความร้อน” (เช่น ซุปมะเขือเทศ หรือผัดกับน้ำมันมะกอก) เพราะความร้อนจะไปกระเทาะผนังเซลล์ของมะเขือเทศ ทำให้ไลโคปีนออกมาให้ร่างกายดูดซึมได้ง่ายขึ้น แถมไขมันดีจะช่วยเป็นพาหนะนำพาสารอาหารเข้าสู่ร่างกายได้อย่างสมบูรณ์

ส่วนคำถามน่ารักๆ ว่า ฉันสามารถกินมะเขือเทศเชอร์รี่ 20 ลูกต่อวันได้ไหม? ได้สบายมากค่ะ! มะเขือเทศเชอร์รี่ 20 ลูก ให้แคลอรีน้อยมาก (ประมาณ 60 กิโลแคลอรีเท่านั้น) และยังอุดมไปด้วยน้ำและไฟเบอร์ ถือเป็นของว่างยามบ่ายที่ยอดเยี่ยมไปเลย

9. มะเขือเทศสีแดงหรือสีเหลือง อะไรดีต่อสุขภาพกว่ากัน? (เรื่องของความเป็นกรด)

มีคนถามบ่อยๆ ว่า มะเขือเทศสีแดงหรือสีเหลือง อะไรดีต่อสุขภาพกว่ากัน? และ มะเขือเทศสีแดงดีต่อสุขภาพที่สุดจริงหรือ? ความจริงคือ ไม่มีใครดีที่สุดร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ มันแค่เก่งคนละด้าน สีแดงเก่งเรื่องไลโคปีนดูแลหัวใจ สีเหลืองเก่งเรื่องการมีวิตามินบีบางชนิดที่สูงกว่า

อีกหนึ่งความน่าสนใจคือ มะเขือเทศสีแดงมีความเป็นกรดมากกว่ามะเขือเทศสีเหลืองหรือไม่? โดยส่วนใหญ่แล้ว “ใช่ค่ะ” มะเขือเทศสีเหลืองหรือสีส้มมักจะมีระดับความเป็นกรดต่ำกว่า มีรสชาติที่นุ่มนวลกว่า จึงเป็นทางเลือกที่ดีมากสำหรับผู้ที่มีกระเพาะอาหารไวต่อกรด หรือคนที่ไม่ชอบรสเปรี้ยวของมะเขือเทศสีแดงค่ะ

อย่างไรก็ตาม มะเขือเทศสีขาวถือเป็นมะเขือเทศที่หวานที่สุดและมีความเป็นกรดต่ำที่สุด นอกจากนี้ยังมีเนื้อแน่น ซึ่งหมายความว่ามีใยอาหารสูงกว่ามะเขือเทศชนิดอื่น (4)

10. ทำไมชาวอิตาลีถึงไม่แช่มะเขือเทศในตู้เย็น เคล็ดลับดึงรสชาติที่ดีที่สุด

ปิดท้ายด้วยเกร็ดความรู้ก้นครัว คุณสงสัยไหมคะว่า ทำไมชาวอิตาลีถึงไม่แช่มะเขือเทศในตู้เย็น? อิตาลีซึ่งเป็นดินแดนแห่งพาสต้าและซอสมะเขือเทศรู้ดีว่า ความเย็นต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส จะเข้าไปทำลายโครงสร้างผนังเซลล์และหยุดยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ผลิต “สารระเหย” (Volatile compounds) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้มะเขือเทศมีกลิ่นหอมและรสชาติที่ซับซ้อน

ดังนั้น หากคุณอยากได้รสชาติที่อร่อยที่สุด ให้เก็บมะเขือเทศสดไว้ในอุณหภูมิห้อง บริเวณที่อากาศถ่ายเทสะดวกและไม่โดนแดดจัด เท่านี้มะเขือเทศของคุณก็จะสดใหม่และรสชาติดีพร้อมทานเสมอค่ะ

สุดท้ายนี้ หากถามว่า มะเขือเทศสีอะไรดีต่อสุขภาพที่สุด? หรือ มะเขือเทศชนิดไหนดีที่สุด? โปรทริว่าขอตอบเลยว่า “มะเขือเทศที่คุณชอบกินและสามารถกินได้อย่างสม่ำเสมอ” คือคำตอบที่ดีที่สุดค่ะ ไม่ว่าจะเป็น มะเขือเทศสีแดง กับ มะเขือเทศสีขาว ล้วนมีเอกลักษณ์และประโยชน์ที่พร้อมจะดูแลร่างกายของคุณในมิติที่ต่างกัน ลองหมุนเวียนกินให้หลากหลายสีสันดูนะคะ เพื่อรับสารอาหารที่ครบถ้วน และทำให้มื้ออาหารของคุณเต็มไปด้วยความสนุกและสุขภาพที่แข็งแรงค่ะ!

 

*บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาในการให้คำแนะนำทางการแพทย์, การวินิจฉัย, หรือการรักษา หากมีข้อกังวลหรือคำถามเกี่ยวกับสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเสมอ

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความอื่นๆ