ออทิสติกเทียม คืออะไร 7 สัญญาณและแนวทางดูแลที่พ่อแม่ควรรู้

ออทิสติกเทียม คืออะไร? 7 สัญญาณและแนวทางดูแลที่พ่อแม่ควรรู้

ในยุคดิจิทัลที่หน้าจอกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน คงปฏิเสธได้ยากว่าเด็กๆ สมัยนี้เติบโตมาพร้อมกับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต สิ่งนี้ได้นำมาซึ่งความกังวลใจใหม่ๆ ให้กับคุณพ่อคุณแม่ โดยเฉพาะเมื่อสังเกตเห็นว่าลูกน้อยมีพัฒนาการบางอย่างที่น่าเป็นห่วง จนเกิดคำถามว่าอาการเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับภาวะที่เรียกว่า “ออทิสติกเทียม” หรือไม่ วันนี้มินดี้จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับภาวะนี้ให้มากขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจและเป็นแนวทางในการดูแลลูกรักอย่างถูกต้องค่ะ

ออทิสติกเทียมคืออะไร?

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ออทิสติกเทียม ไม่ใช่คำศัพท์ทางการแพทย์หรือชื่อโรคที่ถูกบัญญัติไว้อย่างเป็นทางการ แต่เป็นภาวะที่เด็กแสดงอาการและพฤติกรรมบางอย่างคล้ายกับเด็กในกลุ่มออทิสติกสเปกตรัม (Autism Spectrum Disorder – ASD) เช่น ไม่สบตา พูดช้า มีโลกส่วนตัวสูง แต่ภาวะนี้มีจุดแตกต่างที่สำคัญคือ อาการเหล่านี้มีความเชื่อมโยงอย่างยิ่งกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดู โดยเฉพาะการที่เด็กใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากเกินไป และขาดปฏิสัมพันธ์กับผู้คนจริงๆ ในช่วงวัยแห่งการพัฒนา 

ดังนั้น ความแตกต่างหลักระหว่างออทิสติกแท้ (ASD) ซึ่งมีรากฐานมาจากปัจจัยทางพันธุกรรมและโครงสร้างทางระบบประสาท กับภาวะ ออทิสติก “เทียม” คือที่มาของอาการนั่นเองค่ะ โดยอาการจากภาวะออทิสติกเทียมนั้นมีโอกาศที่จะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเด็กได้รับการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมและมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างมากขึ้น

7 สัญญาณที่อาจบ่งชี้ ภาวะออทิสติกเทียม

หากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกน้อยอาจกำลังเผชิญกับภาวะนี้ ลองสังเกตพฤติกรรมเหล่านี้ ซึ่งมักปรากฏในเด็กเล็กช่วงวัย 1-3 ขวบดูนะคะ

1.ไม่สบตา หรือสบตาน้อยมาก

เด็กอาจหลีกเลี่ยงการมองหน้าหรือสบตาโดยตรงกับพ่อแม่หรือคนอื่น

2.ไม่ตอบสนองเมื่อถูกเรียกชื่อ

ดูเหมือนไม่สนใจหรือไม่หันตามเสียงเรียก ทั้งที่การได้ยินเป็นปกติ

3.พัฒนาการทางภาษาล่าช้า

อาจจะยังไม่พูดหรือพูดได้เป็นคำๆ ไม่เป็นประโยค หรือพูดภาษาที่คนอื่นฟังไม่เข้าใจ 

4.สื่อสารทางเดียว 

เด็กอาจจะพูดในสิ่งที่ตัวเองสนใจ แต่ไม่สามารถสนทนาโต้ตอบ หรือมีปฏิสัมพันธ์สองทางกับคู่สนทนาได้

5.ชอบเล่นคนเดียว

ไม่สนใจเด็กคนอื่นๆ หรือคนรอบข้าง มีแนวโน้มที่จะแยกตัวออกไปเล่นตามลำพัง

6.มีพฤติกรรมซ้ำๆ และความสนใจจำกัด

อาจจะชอบมองพัดลมหมุนๆ ชอบเรียงของเป็นแถวยาว หรือสนใจอะไรเพียงอย่างเดียวซ้ำๆ

7.แสดงอารมณ์ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ 

อาจจะหัวเราะหรือร้องไห้ขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ไม่ดี

ออทิสติก “เทียม” เกิดจากอะไร?

ดังที่กล่าวไปข้างต้น ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิดอาการคล้าย ออทิสติกเทียม นั้นมาจากสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก โดยมีสองสาเหตุใหญ่ๆ ที่มักพบร่วมกันคือ

  • การใช้หน้าจอ (Screen Time) มากเกินไป: ในช่วง 3 ปีแรกของชีวิต สมองของเด็กจะพัฒนาอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้เกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์กับโลกแห่งความเป็นจริงผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า แต่การสื่อสารจากหน้าจอเป็นแบบทางเดียว (One-way communication) เด็กเป็นเพียงผู้รับสาร ไม่มีการโต้ตอบที่แท้จริง ทำให้ขาดโอกาสในการฝึกฝนทักษะทางสังคมและการสื่อสารที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อพัฒนาการ 
  • การขาดปฏิสัมพันธ์เชิงคุณภาพกับผู้เลี้ยงดู: การเล่น การพูดคุย การสบตา และการกอด เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสร้างสายสัมพันธ์และส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในทุกด้าน (3) หากผู้เลี้ยงดูปล่อยให้เด็กอยู่กับหน้าจอเป็นเวลานานๆ เพื่อให้เด็กอยู่นิ่งๆ ก็เท่ากับว่าเด็กได้พลาดช่วงเวลาทองในการเรียนรู้ทักษะทางสังคมจากมนุษย์จริงๆ ไป

อาการดังกล่าวหายได้ไหม?

นี่เป็นคำถามที่อยู่ในใจคุณพ่อคุณแม่หลายท่าน มินดี้ขอใช้คำว่า “อาการสามารถดีขึ้นได้อย่างมาก” แทนคำว่า “หาย” นะคะ เนื่องจากภาวะ ออทิสติกเทียม มีสาเหตุหลักมาจากสิ่งแวดล้อม ดังนั้นหัวใจสำคัญของการดูแลคือ “การปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม” ค่ะ เมื่อต้นเหตุถูกปรับเปลี่ยน พัฒนาการของเด็กก็มีแนวโน้มที่จะกลับมาดีขึ้นตามลำดับได้

แนวทางหลักๆ ที่แนะนำคือการทำ “Digital Detox” หรือการลด ละ เลิก การใช้หน้าจออย่างจริงจัง แล้วแทนที่ช่วงเวลาเหล่านั้นด้วยกิจกรรมสร้างสรรค์และการมีปฏิสัมพันธ์เชิงคุณภาพ เช่น:

  • อ่านนิทานด้วยกัน: ช่วยเพิ่มคลังคำศัพท์และสร้างจินตนาการ
  • ชวนลูกเล่น: เล่นจ๊ะเอ๋ ต่อบล็อก ปั้นดินน้ำมัน หรือชวนทำงานบ้านง่ายๆ (3)
  • ออกไปนอกบ้าน: พาไปสนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ เพื่อให้เด็กได้เจอผู้คนและเรียนรู้โลกกว้าง
  • พูดคุยและแสดงออกทางความรัก: พูดคุยกับลูกบ่อยๆ แม้ลูกจะยังไม่พูดโต้ตอบ กอด หอม และให้ความสนใจอย่างเต็มที่

สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก เพื่อรับการประเมินและคำแนะนำที่ถูกต้องเหมาะสมกับลูกน้อยของเราโดยตรง

พฤติกรรมกระตุ้นตัวเองมีอะไรบ้าง?

พฤติกรรมการกระตุ้นตัวเอง (Self-stimulating behaviors หรือ Stimming) เป็นอีกหนึ่งลักษณะที่มักพบได้ทั้งในเด็กออทิสติกสเปกตรัมและเด็กที่มีภาวะ ออทิสติกเทียม พฤติกรรมเหล่านี้เป็นวิธีการที่เด็กใช้เพื่อจัดการกับข้อมูลทางประสาทสัมผัสที่มากหรือน้อยเกินไป หรือเพื่อจัดการกับอารมณ์ของตนเอง ตัวอย่างที่พบบ่อย ได้แก่:

  • การหมุนตัวไปรอบๆ
  • การโยกตัวไปมา
  • การเขย่งปลายเท้าเดิน
  • การสะบัดมือ หรือมองมือตัวเอง
  • การส่งเสียงในลำคอซ้ำๆ

แม้พฤติกรรมเหล่านี้อาจดูน่ากังวล แต่ก็เป็นวิธีที่เด็กใช้เพื่อช่วยให้ตัวเองรู้สึกสงบลง การทำความเข้าใจที่มาของพฤติกรรม จะช่วยให้เราตอบสนองได้อย่างเหมาะสม เช่น หากเกิดจากความเบื่อ ก็อาจชวนไปทำกิจกรรมอื่นแทน

กรณีศึกษาครูสาวอายุ 24 ปี เมื่อเพิ่งรู้ตัวว่าเป็นออทิสติกในวัยผู้ใหญ่

เพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้นระหว่างภาวะ ออทิสติก เทียมกับออทิสติกสเปกตรัม (ASD) เราจะขอยกตัวอย่างเรื่องราวที่ถูกแชร์ในสังคมออนไลน์ของคุณครูสาวท่านหนึ่งชื่อ “ครูเอิร์น” ที่ได้แบ่งปันประสบการณ์การเพิ่งได้รับการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญว่าเป็นออทิสติกในวัย 24 ปี ซึ่งเรื่องราวของเธอสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของ ASD ที่แท้จริงได้อย่างดี

ครูเอิร์นได้เล่าว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเธอรู้สึกว่าตัวเอง “แตกต่าง” จากคนอื่นเสมอมา โดยมีลักษณะเฉพาะตัวที่เด่นชัดหลายอย่าง เช่น:

  • ปัญหาด้านการเข้าสังคม: เธอมักจะไม่เข้าใจมุกตลก คำประชดประชัน หรือคำพูดเปรียบเปรย ทำให้การสนทนาเป็นเรื่องยาก และมักจะพูดตรงไปตรงมาจนบางครั้งถูกมองว่าไม่มีมารยาท
  • ความรู้สึกท่วมท้นหลังการเข้าสังคม: การต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้คนทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยและต้องใช้พลังงานมหาศาล จนต้องขอแยกตัวไปอยู่คนเดียวเงียบๆ เพื่อชาร์จพลัง
  • ความไวต่อประสาทสัมผัส: เธอมีความไวต่อสิ่งเร้าบางอย่างมากเป็นพิเศษ เช่น เสียงดัง หรือแสงจ้า ซึ่งอาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัวอย่างรุนแรง
  • ความสนใจในเรื่องเฉพาะทาง: มีความสนใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลึกซึ้งและหมกมุ่นเป็นพิเศษ

สิ่งที่น่าสนใจคือ ออทิสติกในผู้หญิงมักถูกมองข้ามได้ง่ายกว่าในผู้ชาย เนื่องจากผู้หญิงออทิสติกจำนวนมากมีทักษะในการ “พรางตัว” (Masking) หรือการพยายามเรียนรู้และเลียนแบบพฤติกรรมทางสังคมของคนทั่วไปเพื่อปกปิดความแตกต่างและพยายามเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ซึ่งครูเอิร์นก็ใช้ความพยายามอย่างหนักในการทำสิ่งนี้มาโดยตลอด จนกระทั่งตัดสินใจไปพบผู้เชี่ยวชาญและได้รับความชัดเจนในที่สุด

บทเรียนจากเรื่องราว: ความแตกต่างที่สำคัญ

เรื่องราวของครูเอิร์นเป็นเครื่องยืนยันความแตกต่างระหว่าง ASD กับ อาการออทิสติก “เทียม” ได้เป็นอย่างดี:

  • ที่มา: ASD ของครูเอิร์นเป็นภาวะทางระบบประสาทที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ลักษณะต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งของตัวตนเธอมาตลอด ในขณะที่ อาการออทิสติกเทียม เป็นอาการที่แสดงออกซึ่งมีรากฐานมาจากสภาพแวดล้อมในวัยเด็ก
  • ความต่อเนื่องของอาการ: อาการของ ASD จะคงอยู่ตลอดชีวิต แม้จะสามารถเรียนรู้ทักษะต่างๆ เพื่อปรับตัวได้ แต่ลักษณะพื้นฐานทางระบบประสาทยังคงเดิม ส่วนอาการของออทิสติกเทียม มีแนวโน้มที่จะดีขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงไปเมื่อสภาพแวดล้อมถูกปรับให้เหมาะสม

ดังนั้น การทำความเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถแยกแยะ และมองเห็นภาพของภาวะต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ไม่นำไปสู่การตัดสินหรือตีความที่คลาดเคลื่อนนั่นเองค่ะ

สรุป

โดยสรุปแล้ว ภาวะ ออทิสติกเทียม เป็นสัญญาณเตือนให้คุณพ่อคุณแม่หันกลับมาทบทวนถึงสภาพแวดล้อมและกิจวัตรประจำวันของลูกน้อย โดยเฉพาะเรื่องการใช้หน้าจอและการมีปฏิสัมพันธ์กันในครอบครัว แม้จะดูเป็นเรื่องท้าทาย แต่การปรับเปลี่ยนตั้งแต่วันนี้ คือการมอบของขวัญล้ำค่าซึ่งเป็นรากฐานพัฒนาการที่ดีที่สุดให้กับลูกรักในระยะยาวค่ะ

 

อ่านบทความที่น่าสนใจอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่: ไลฟ์สไตล์

แหล่งอ้างอิง

1.pptvhd36: รู้จัก “แอสเพอร์เกอร์” ออทิสติกชนิดหนึ่ง หลังครูสาว พบตนเองป่วยตอนอายุ 24 ปี

2.National Library of Medicine: โรคออทิสติกสเปกตรัม (ASD)

3.สถาบันราชานุกูล:ออทิสติก (Autistic Disorder) 

 

*บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาในการให้คำแนะนำทางการแพทย์, การวินิจฉัย, หรือการรักษา หากมีข้อกังวลหรือคำถามเกี่ยวกับสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเสมอ

บทความล่าสุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความอื่นๆ