แดดเมืองไทยร้อนแรงแค่ไหน เชื่อว่าทุกคนคงรู้ซึ้งกันดีใช่ไหมคะ? บางครั้งแค่ก้าวขาออกจากบ้าน แสบผิวจนแทบจะทนไม่ไหว หลายคนพยายามโบกครีมกันแดดหนาๆ แต่ก็ยังแอบกังวลว่าทาครอบคลุมไหม ระหว่างวันเหงื่อออกครีมจะหลุดหรือเปล่า ความกังวลเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราเข้าใจดีค่ะ เพราะรังสียูวีไม่ได้ทำร้ายแค่ผิวชั้นนอก แต่ยังสร้างอนุมูลอิสระที่ลงลึกถึงระดับเซลล์ภายใน การดูแลผิวแค่ภายนอกอาจไม่เพียงพออีกต่อไป นี่จึงเป็นเหตุผลที่ "Natural Oral Sunscreen" หรือการสนับสนุนผิวท้าแดดจากภายใน เริ่มกลายมาเป็นทางเลือกที่ได้รับความสนใจอย่างมาก แล้วสิ่งนี้คืออะไร จะช่วยส่งเสริมสุขภาพผิวเราได้อย่างไรบ้าง มาหาคำตอบกันค่ะ
7 สารสกัด Natural Oral Sunscreen ตัวช่วยดูแลผิวสู้แดดจากภายใน
ก่อนที่เราจะไปทำความรู้จักกับ 7 สารอาหารและสารสกัดที่เป็น Natural Oral Sunscreen เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า นวัตกรรมหรือแนวคิดนี้คืออะไร และจะเข้ามาช่วยส่งเสริมการดูแลผิวของเราได้อย่างไรบ้างในชีวิตประจำวัน เพื่อให้คุณมีข้อมูลที่ครบถ้วนที่สุดค่ะ
กันแดดแบบกินคืออะไร? และ วิตามินกันแดด ทำงานยังไง?
หลายคนอาจมีคำถามในใจว่า "กันแดดแบบกินคืออะไร?" แล้วจะกินแทนการทาครีมกันแดดได้เลยไหม? ต้องขออธิบายและเปรียบเปรยให้เห็นภาพแบบนี้ค่ะ ครีมกันแดดที่เราทาผิวเปรียบเสมือน "กำแพงเมือง" ที่คอยสะท้อนหรือดูดซับรังสี UV จากภายนอกไม่ให้เข้ามาทำร้ายผิว ส่วนวิตามินกันแดดหรือ Natural Oral Sunscreen เปรียบเสมือน "หน่วยทหารองครักษ์" ที่อยู่ภายในเมือง คอยดักจับและจัดการกับอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ที่อาจเล็ดลอดกำแพงเข้ามา ไม่ให้ทำลายเซลล์ผิวจนเกิดริ้วรอยหรือความหมองคล้ำ (1)
ดังนั้น กลไกการทำงานของมันจึงไม่ใช่การสร้างฟิล์มบล็อกแสงแดดเหมือนครีมทาผิว แต่เป็นการทำงานระดับเซลล์ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง ลดความไวต่อแสงแดด และดูแลการอักเสบของเซลล์ผิวจากภายใน ควบคู่ไปกับการทาครีมกันแดดนั่นเองค่ะ
วิตามินกันแดดแบบกินได้มีอะไรบ้าง? (กินอะไรกันแดด)
ถ้าอยากเริ่มต้นดูแลผิวจากภายใน นี่คือ 7 สารอาหารและสารสกัดจากธรรมชาติที่โดดเด่นในเรื่องการช่วยสนับสนุนเกราะป้องกันผิวจากแสงแดดค่ะ:
1.Polypodium leucotomos
หลายคนมักถามว่า Polypodium leucotomos คืออะไร? สิ่งนี้คือสารสกัดจากเฟิร์นชนิดหนึ่งที่พบในอเมริกากลางค่ะ มีงานวิจัยในระดับสากลรองรับมากมายว่าอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง ช่วยดูแลและลดอาการแดงของผิวเมื่อเผชิญแสงแดด และส่งเสริมการปกป้อง DNA ของเซลล์ผิว (2) ซึ่งสารสกัดตัวนี้มักถูกนำมาเป็นส่วนประกอบหลักในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดูแลผิวชั้นนำ (เช่น หากมีข้อสงสัยว่า Heliocare ช่วยอะไร ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ก็มักจะประยุกต์ใช้สารสกัดจากเฟิร์นตัวนี้เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการช่วยสนับสนุนการปกป้องผิวจากแสงแดดค่ะ)
2.วิตามินซี (Vitamin C)
พื้นฐานของการดูแลผิวที่ขาดไม่ได้ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่เกิดจากรังสี UV และสนับสนุนกระบวนการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติ
3.วิตามินอี (Vitamin E)
วิตามิน E เหมาะกับใคร? คำตอบคือเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีผิวแห้งกร้าน ขาดน้ำ หรือต้องการเสริมความแข็งแรงให้เยื่อหุ้มเซลล์ผิว เพราะวิตามินอีละลายในไขมัน ช่วยดูแลเซลล์ผิวจากการถูกทำร้าย ยิ่งหากทำงานคู่กับวิตามินซี ยิ่งช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการดูแลผิวได้ดีเยี่ยมค่ะ
4.ไลโคปีน (Lycopene)
สารต้านอนุมูลอิสระสีแดงที่พบมากในมะเขือเทศ การทานไลโคปีนอย่างสม่ำเสมอเปรียบเสมือนการเติม Natural Oral Sunscreen แบบธรรมชาติให้ร่างกาย ช่วยลดความไวของผิวต่อแสงแดด (3)
5.แอสตาแซนธิน (Astaxanthin)
สารสกัดจากสาหร่ายสีแดงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นราชินีแห่งสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยดูแลผิวจากปัญหาริ้วรอยก่อนวัยที่ถูกกระตุ้นด้วยแสงแดด (Photoaging)
6.สารสกัดจากชาเขียว (Green Tea Extract)
มีสาระสำคัญอย่าง EGCG ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยปลอบประโลมผิว และลดโอกาสการเกิดการอักเสบของผิวหลังจากการเผชิญแสงแดดจัด
7.โอเมก้า 3 (Omega-3)
กรดไขมันดีที่พบในปลาทะเลลึก ช่วยปรับสมดุลและลดการอักเสบในระดับเซลล์ ทำให้ผิวแข็งแรงและทนทานต่อมลภาวะและแสงแดดได้ดีขึ้น
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแสงแดด และ วิตามินดี
เมื่อพูดถึงการปกป้องผิวจากแสงแดด เราคงไม่พูดถึง "วิตามินดี" ไม่ได้ เพราะแสงแดดเป็นปัจจัยสำคัญที่สัมพันธ์กันโดยตรง มาเคลียร์ข้อสงสัยที่หลายคนมักค้นหาและถามกันบ่อยๆ ค่ะ
แสงแดดมีวิตามินอะไรบ้าง?
ในความเป็นจริงแล้ว แสงแดด "ไม่ได้มีวิตามิน" ลอยอยู่ในตัวรังสีนะคะ แต่กลไกธรรมชาติคือ รังสี UVB จากแสงแดด จะเดินทางมาตกกระทบผิวหนังของเรา และไปกระตุ้นสารคอเลสเตอรอลใต้ชั้นผิว ให้เกิดกระบวนการสังเคราะห์และสร้าง "วิตามินดี (Vitamin D)" ขึ้นมาเองตามกลไกของร่างกายค่ะ
รับวิตามินดีจากแสงแดด กี่โมง ดีที่สุด?
ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรับแสงแดดเพื่อสนับสนุนการสร้างวิตามินดี โดยที่ผิวไม่ถูกทำร้ายจนเกินไป คือช่วงเช้าตรู่ (ประมาณ 07.00 – 09.00 น.) หรือช่วงแดดอ่อนๆ ยามเย็น (หลัง 16.00 น.) โดยใช้เวลาเพียง 15-20 นาทีก็เพียงพอค่ะ การรับแดดในช่วงเวลานี้จะช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากการสังเคราะห์วิตามินดี พร้อมกับลดความเสี่ยงที่ผิวจะแสบไหม้จากรังสี UV ที่รุนแรงในเวลากลางวัน
โรคไตกินวิตามินดีได้ไหม?
นี่คือคำถามสำคัญที่ต้องระมัดระวังอย่างมากค่ะ สำหรับผู้ป่วยโรคไต เมื่อไตเสื่อมสภาพลง ร่างกายจะสูญเสียความสามารถในการเปลี่ยนวิตามินดีให้อยู่ในรูปที่พร้อมใช้งาน (Active form) ดังนั้น ผู้ป่วยโรคไต "สามารถ" ทานวิตามินดีเสริมได้ แต่ "ต้อง" อยู่ภายใต้การดูแล การประเมิน และคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้น ไม่ควรซื้อวิตามินดีหรืออาหารเสริมใดๆ มาทานเองโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันภาวะแร่ธาตุในเลือดเสียสมดุลซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อร่างกายได้ค่ะ
การดูแลสุขภาพผิวให้แข็งแรงและดูดีอยู่เสมอ ควรเริ่มต้นจากการผสานการดูแลทั้งภายนอกและภายใน การทานอาหารที่มีประโยชน์ หรือพิจารณาทางเลือกอย่าง Natural Oral Sunscreen ควบคู่ไปกับการทาครีมกันแดดในปริมาณที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยส่งเสริมให้ผิวของคุณพร้อมรับมือกับทุกสภาวะแสงแดดได้อย่างมั่นใจค่ะ





