7 วิธีดูแล ตาล้าที่ใช้น้ำตาเทียมก็ไม่หาย ปรับสมดุลให้ดวงตา

7 วิธีดูแล ตาล้าที่ใช้น้ำตาเทียมก็ไม่หาย ปรับสมดุลให้ดวงตา

คุณเคยเป็นไหมคะ? นั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวันจนรู้สึกปวดกระบอกตา พอหยอดน้ำตาเทียมไปแล้วก็ยังรู้สึกตึงๆ หน่วงๆ ไม่ดีขึ้นเลย นั่นเป็นเพราะอาการ ตาล้าที่ใช้น้ำตาเทียมก็ไม่หาย อาจไม่ได้เกิดจากภาวะตาแห้งเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อรอบดวงตาที่ทำงานหนักเกินไป คล้ายกับเวลาที่เราวิ่งมาราธอนจนปวดกล้ามเนื้อขา ต่อให้เราทาโลชั่นบำรุงผิวที่ขา ผิวอาจจะชุ่มชื้นขึ้น แต่ก็ไม่อาจช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อที่อยู่ลึกลงไปได้ (1)

ตาล้าที่ใช้น้ำตาเทียมก็ไม่หาย เกิดจากอะไร?

หลายคนที่มีอาการ ตาล้าที่ใช้น้ำตาเทียมก็ไม่หาย มักจะสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับดวงตาของเรากันแน่ จริงๆ แล้วปัญหานี้มักเกี่ยวโยงกับพฤติกรรมการใช้สายตาและสภาวะร่างกายของเราค่ะ ดังนั้น วันนี้เราจะมาเจาะลึกปัญหานี้ พร้อมหาวิธีดูแลดวงตาคู่สวยให้อยู่กับเราไปนานๆ ค่ะ

อาการตาล้า มีอาการอะไรบ้าง? เช็คสัญญาณเตือนจากดวงตา

ก่อนอื่นเรามาเช็คกันก่อนว่า อาการที่คุณกำลังเผชิญอยู่นั้นใช่ภาวะตาล้า (Digital Eye Strain) หรือไม่ อาการที่มักพบบ่อยๆ ได้แก่:

  • รู้สึก ตา ตึงๆ และปวดบริเวณกระบอกตาหรือหว่างคิ้ว
  • มี อาการ หนัก ตา ลืมตาไม่ค่อยขึ้นในตอนบ่ายหรือเย็น
  • รู้สึก ปวด ตา เวลา มอง บน หรือกลอกตาไปมา
  • บางครั้งอาจ รู้สึกเหมือนมีอะไรเเทงตา แสบตา เคืองตา
  • ตากระตุกบ่งบอกถึงอะไร? อาการนี้มักเป็นสัญญาณเตือนแรกๆ ว่ากล้ามเนื้อตาของคุณกำลังอ่อนล้า หรือเกิดจากความเครียดสะสมและการพักผ่อนไม่เพียงพอค่ะ

พฤติกรรมยอดฮิตที่ทำให้ ปวดตา ทำไง ดี?

หากคุณกำลังมองหาวิธีรับมือ คำถามแรกคือคุณมีพฤติกรรมเหล่านี้หรือไม่? (2)

  • เครียด ขึ้น ตา: ความเครียดทำให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกาย รวมถึงกล้ามเนื้อตาเกิดการเกร็งตัวโดยไม่รู้ตัว
  • อ่าน หนังสือ ปวด ตา / จ้องจอคอมนาน: การเพ่งสายตาระยะใกล้นานๆ ทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานหนัก
  • นอน น้อย ปวด ตา: การพักผ่อนไม่เพียงพอทำให้ดวงตาไม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่
  • ปวดตา สายตา สั้น: การใส่แว่นที่ค่าสายตาไม่ตรงกับปัจจุบัน ทำให้ดวงตาต้องพยายามเพ่งโฟกัสหนักขึ้นจนเกิดอาการล้า
  • ใส่คอนแทคเลนส์

ไขข้อข้องใจ: เรื่องของน้ำตาเทียมกับอาการตาล้า

การหยอดน้ําตาเทียมบ่อยๆ อันตรายไหม?

หากเป็นน้ำตาเทียมชนิด "ไม่มีสารกันบูด" (มักมาในรูปแบบหลอดเล็กๆ แบบรายวัน) สามารถหยอดได้บ่อยตามต้องการและมีความปลอดภัยสูงค่ะ แต่หากเป็นแบบขวดที่มีสารกันบูด ไม่ควรหยอดเกิน 4-6 ครั้งต่อวัน เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองในระยะยาวได้

น้ำตาเทียมทำให้ตามัวไหม?

หลังหยอดน้ำตาเทียม โดยเฉพาะชนิดที่เป็นเนื้อเจลหรือมีความหนืดสูง อาจทำให้การมองเห็นพร่ามัวชั่วขณะ (ประมาณ 1-2 นาที) ถือเป็นเรื่องปกติค่ะ แต่หากมัวนานกว่านั้นควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ตาล้า หายเองได้ไหม?

อาการตาล้าสามารถบรรเทาและดีขึ้นได้เอง หากเราหยุดพักการใช้สายตาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่หากปล่อยทิ้งไว้จนกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตได้ค่ะ

7 วิธีลดอาการตาล้า ปรับสมดุลกล้ามเนื้อตาให้กลับมาผ่อนคลาย

หากคุณกำลังหาวิธีว่า กล้ามเนื้อตาล้าแก้ยังไง และต้องการ วิธีลดอาการเคืองตา ควบคู่กันไป โปรทริว่าขอแนะนำ 7 วิธีดูแลดวงตาแบบองค์รวม ดังนี้ค่ะ:

1. กฎ 20-20-20 พักสายตาระหว่างวัน

วิธีลดอาการตาล้า ที่ทำได้ง่ายและเห็นผลดีที่สุดเมื่อต้องหน้าจอนานๆ คือ กฎ 20-20-20 ค่ะ ทุกๆ 20 นาที ให้ละสายตาจากหน้าจอ ไปมองสิ่งของที่อยู่ไกลออกไปอย่างน้อย 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที เพื่อลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อตา

2. บริหารกล้ามเนื้อตา (Eye Yoga)

ช่วยให้กล้ามเนื้อตาที่ตึงเครียดได้ผ่อนคลาย ลองกลอกตาเป็นวงกลมช้าๆ ตามเข็มนาฬิกาและทวนเข็มนาฬิกา หรือมองสลับซ้าย-ขวา บน-ล่าง จะช่วยส่งเสริมการไหลเวียนโลหิตรอบดวงตาได้ดีขึ้นค่ะ

3. ประคบอุ่นดวงตา

ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่น (ไม่ร้อนจัด) หลับตาและวางประคบไว้บนเปลือกตาประมาณ 5-10 นาที ความร้อนอ่อนๆ จะช่วยคลายกล้ามเนื้อที่เกร็งตัว และกระตุ้นต่อมไขมันที่เปลือกตาให้ทำงานดีขึ้น ช่วยลดอาการระคายเคืองและช่วยให้ดวงตาสบายขึ้นค่ะ

4. เติมสารอาหารด้วย 7 ผลไม้อะไรบ้างที่ช่วยบํารุงสายตา?

โภชนาการที่ดีช่วยดูแลสุขภาพตาจากภายใน ลองเพิ่มผลไม้เหล่านี้ในมื้ออาหารของคุณนะคะ

  1. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่: บลูเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ มีแอนโทไซยานินสูง
  2. กีวี่: อุดมด้วยวิตามินซีและลูทีน
  3. มะละกอ: มีวิตามินเอสูง ช่วยการมองเห็น
  4. ส้ม: วิตามินซีช่วยดูแลหลอดเลือดในดวงตา
  5. แก้วมังกร: มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง
  6. ฝรั่ง: วิตามินซีสูง ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้เซลล์
  7. แอปเปิ้ล: มีวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอความเสื่อม

5. ตรวจเช็คค่าสายตาเป็นประจำ

หากคุณมีอาการปวดตาบ่อยๆ ควรไปตรวจวัดสายตากับนักทัศนมาตร เพื่อให้แน่ใจว่าค่าแว่นสายตาที่คุณใช้อยู่มีความเหมาะสม เพราะสายตาสั้น ยาว หรือเอียงที่ไม่ได้ถูกปรับแก้ให้พอดี คือสาเหตุหลักของการเพ่งจนตาล้าค่ะ

6. ปรับแสงสว่างและท่านั่งทำงาน

หน้าจอคอมพิวเตอร์ควรอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาเล็กน้อย และควรจัดแสงสว่างในห้องให้เพียงพอ ไม่มืดหรือสว่างจ้าจนเกินไป เพื่อลดแสงสะท้อนที่เข้าสู่ดวงตา

7. จัดการความเครียดและนอนหลับให้เพียงพอ

ดวงตาต้องการการพักผ่อนไม่ต่างจากอวัยวะอื่นๆ การนอนหลับอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อวัน และการหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด จะช่วยปรับสมดุลร่างกายและลดอาการกล้ามเนื้อตาเกร็งตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

การดูแลดวงตาไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่เราทำความเข้าใจและใส่ใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทีละนิด อาการตาล้าที่เคยกวนใจก็จะค่อยๆ ดีขึ้น ช่วยให้คุณกลับมามีดวงตาที่สดใส พร้อมลุยกับทุกกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ค่ะ

 

*บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาในการให้คำแนะนำทางการแพทย์, การวินิจฉัย, หรือการรักษา หากมีข้อกังวลหรือคำถามเกี่ยวกับสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเสมอ

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความอื่นๆ