เข้าสู่ช่วงฤดูฝนทีไร นอกจากความเย็นชุ่มฉ่ำแล้ว สิ่งหนึ่งที่มักจะตามมาคือปัญหาน้ำท่วมขัง ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือน แต่ยังนำมาซึ่งความเสี่ยงด้านสุขภาพจากเชื้อโรคต่างๆ ที่ปะปนมากับน้ำอีกด้วย การเตรียมความพร้อมและมีความรู้ความเข้าใจจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับตัวเราและคนที่เรารักค่ะ
รู้ทัน 7 โรคที่มากับน้ำท่วม และวิธีป้องกันตัว
น้ำท่วมเป็นมากกว่าแค่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เพราะน้ำที่ไหลมานั้นอาจปนเปื้อนสิ่งสกปรกและเชื้อโรคมากมาย การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ โรคที่มากับน้ำท่วม จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้เลยค่ะ เพราะน้ำที่ท่วมขังคือแหล่งสะสมชั้นดีของ เชื้อโรค ที่มากับน้ำ ไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรีย ไวรัส หรือปรสิตต่างๆ ที่พร้อมจะเข้าสู่ร่างกายของเราได้ทุกเมื่อ เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่ามีกลุ่มโรคอะไรบ้างที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
1. กลุ่มโรคระบบทางเดินอาหาร
เป็นกลุ่มโรคที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป ซึ่งสถานการณ์น้ำท่วมทำให้ระบบสุขาภิบาลและแหล่งน้ำสะอาดเสียหาย จึงมีความเสี่ยงสูงมาก (2)
- โรคอุจจาระร่วง (Diarrhea): เกิดจากเชื้อไวรัสและแบคทีเรียหลายชนิด มีอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน อาจมีไข้หรือปวดท้องร่วมด้วย
- โรคบิด (Dysentery): ผู้ป่วยจะมีอาการถ่ายบ่อย อุจจาระมีมูกหรือเลือดปน และปวดท้องแบบบิดเกร็ง
- อหิวาตกโรค (Cholera): เป็นโรคติดต่อร้ายแรง มีอาการถ่ายเป็นน้ำซาวข้าวอย่างรุนแรง ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่อย่างรวดเร็ว
2. กลุ่มโรคที่ติดต่อผ่านทางบาดแผลหรือผิวหนัง
น้ำท่วมขังที่สกปรกเป็นแหล่งของเชื้อโรคที่สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผล หรือแม้กระทั่งผิวหนังที่เปื่อยยุ่ยจากการแช่น้ำนานๆ
- โรคฉี่หนู หรือ เลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis): เป็นโรคที่ต้องระวังอย่างยิ่ง เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนมากับปัสสาวะของสัตว์พาหะ เช่น หนู วัว ควาย สุนัข ซึ่งจะไหลมารวมอยู่ในน้ำท่วมขัง เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผล รอยขีดข่วน หรือเยื่อบุต่างๆ เช่น ตา จมูก ปาก (3) อาการเริ่มแรกจะคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง โดยเฉพาะน่องและโคนขา
- โรคน้ำกัดเท้า (Athlete’s Foot): เกิดจากเชื้อราที่เจริญเติบโตได้ดีในที่อับชื้น การเดินลุยน้ำหรือแช่น้ำนานๆ ทำให้ผิวหนังที่เท้าเปื่อยยุ่ยและติดเชื้อได้ง่าย มีอาการคัน แดง ลอกเป็นขุย หรือเป็นแผลพุพอง
- การติดเชื้อที่บาดแผล (Wound Infections): แผลเล็กๆ น้อยๆ อาจกลายเป็นการติดเชื้อรุนแรงได้หากสัมผัสกับน้ำสกปรก เชื้อโรคที่น่ากังวลคือเชื้อบาดทะยัก (Tetanus) ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต (4)
3. กลุ่มโรคที่มียุงเป็นพาหะ
หลังน้ำลด พื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังจะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายชั้นดี ทำให้เสี่ยงต่อโรคนี้มากขึ้น
- โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever): มียุงลายเป็นพาหะ อาการเด่นคือมีไข้สูงลอย ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยตามตัว และอาจมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง
การป้องกันโรคที่มากับน้ำท่วม ทำได้อย่างไร?
แม้ว่า ภัยที่มากับน้ำท่วม จะน่ากังวล แต่เราสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วย การป้องกันโรคที่มากับน้ำท่วม อย่างถูกวิธี ดังนี้ค่ะ
- “กินร้อน ช้อนเรา ล้างมือ”: ยึดหลักสุขอนามัยพื้นฐาน รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ดื่มน้ำสะอาดที่ต้มสุกหรือน้ำบรรจุขวด และหมั่นล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอ
- หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำโดยไม่จำเป็น: หากจำเป็น ควรใส่รองเท้าบูทยางเพื่อป้องกันเท้าจากน้ำสกปรกและของมีคม
- ดูแลร่างกายให้แห้งสะอาด: หลังจากลุยน้ำ ให้รีบทำความสะอาดร่างกายด้วยสบู่และเช็ดให้แห้งทันที โดยเฉพาะบริเวณเท้าและง่ามนิ้ว
- จัดการบาดแผลทันที: หากมีบาดแผล ให้รีบทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่ ใส่ยาฆ่าเชื้อ และปิดแผลด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ อย่าปล่อยให้แผลสัมผัสกับน้ำท่วมโดยตรง
- กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง: ช่วยกันดูแลบริเวณบ้านและชุมชน กำจัดภาชนะที่มีน้ำขังเพื่อตัดวงจรของยุงลาย
เฝ้าระวังต่อเนื่อง! โรคที่มาหลังน้ำลดมีอะไรบ้าง?
ภารกิจยังไม่จบแม้ว่าน้ำจะลดแล้วก็ตาม เพราะยังมี โรคที่มาหลังน้ำลด ที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งนอกเหนือจากโรคไข้เลือดออกที่มักระบาดในช่วงนี้แล้ว ยังมีความเสี่ยงอื่นๆ เช่น (4)
- โรคตาแดง: จากการใช้น้ำที่ไม่สะอาดล้างหน้า หรือน้ำสกปรกกระเด็นเข้าตา
- ปัญหาระบบทางเดินหายใจ: จากเชื้อราที่เจริญเติบโตตามผนังบ้านและเฟอร์นิเจอร์ที่เปียกชื้นระหว่างการทำความสะอาด
- ความเครียดและปัญหาสุขภาพจิต: ภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมส่งผลกระทบต่อจิตใจ การดูแลซึ่งกันและกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ
สรุป
สำหรับ โรคภัยที่มากับน้ำท่วม เป็นความเสี่ยงด้านสุขภาพที่มองไม่เห็นแต่มีอยู่จริง การตระหนักถึงอันตรายจากเชื้อโรคต่างๆ ที่มากับน้ำ การดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด และการป้องกันตัวเองอย่างถูกวิธี เช่น การรับประทานอาหารที่สะอาด การหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำท่วมโดยตรง และการจัดการสภาพแวดล้อมหลังน้ำลด คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้อย่างปลอดภัยและมีสุขภาพที่ดีค่ะ
อ่านบทความที่น่าสนใจอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่: ไลฟ์สไตล์





