ปวดหัวเข่า กินอะไรหาย และห้ามกินอะไรบ้าง

ปวดหัวเข่า กินอะไรหาย และห้ามกินอะไรบ้าง

สารบัญเนื้อหา

อาการปวดหัวเข่า มักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป แต่เนื่องจากปัจจุบันพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป การใช้ชีวิตที่ค่อนข้างไม่มีการดูแลตัวเอง จนทำให้บางคนมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นจนเกินมาตรฐาน และเสี่ยงที่จะปวดเข่า หรือเป็นข้อเข่าเสื่อมได้ แต่การที่จะปวดเข่านั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานอย่างเดียว การจะปวดเข่าได้นั้น ขึ้นอยู่กับหลายสาเหตุ หลายปัจจัย แต่หลักๆจะอยู่ที่ อายุและน้ำหนักตัว ซึ่งอาการปวดเข่า หรือข้อเข่าเสื่อมไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพราะร่างกายเราเสื่อมโทรมลงทุกวันจากการใช้งานและอายุ อาการก็จะเป็นเรื่อยๆ บางทีก็หนักขึ้นกว่าเก่า ขึ้นอยู่กับว่าคนที่เป็นจะดูแลตัวเองได้ดีแค่ไหน ซึ่งจากสถิติจากองค์กรอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่า ในปี พ.ศ. 2563 จะมีผู้ป่วยที่เกี่ยวกับกระดูกและข้อต่อเพิ่มขึ้นจาก 400 ล้านคน เป็น 570 ล้านคน โดยเฉพาะข้อเข่าเสื่อม ฉนั้นหันมาดูแลตัวเองและไม่เข้าร่วมใน 570 ล้านคนนั้นจะดีกว่านะ อ่านเพิ่มเติม

ปวดหัวเข่า กินอะไรหาย และห้ามกินอะไรบ้าง

ปวดหัวเข่า กินอะไรหายบ้าง ?

ก่อนไปดูว่าปวดหัวเข่า กินอะไรหายบ้าง ต้องบอกก่อนว่าหายคือ อาการดีขึ้นจนแทบจะไม่รู้สึกเจ็บหรือปวด ไม่ใช่จะหายขาด เพราะตามที่ได้บอกไปก่อนหน้าแล้วว่า ไม่ร่างกายเราเสื่อมโทรมลงตามอายุที่สูงขึ้น จึงต้องหมั่นบำรุงร่างกายให้เป็นประจำ เพื่อให้ไม่รู้สึกปวดเข่าอีก 

การที่จะเลือกกินตามบทความนี้ แล้วจะเลือกกินแค่ของตามนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อสุขภาพ เพราะการกินของเดิมๆ ซ้ำ บางทีอาจจะเยอะเกินไป ไม่ดีต่อสุขภาพนัก ควรทานให้หลากหลาย และเลี่ยงของที่อาจทำให้น้ำหนักตัวขึ้นจะดีกว่าเลือกกินแต่แบบเดิมๆ ซ้ำๆ จะยิ่งทำให้ร่างกายแย่ลงเพียงเท่านั้น เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ เราไปดูกันดีกว่าว่าควรกินอะไรบ้างถึงจะหายหรือดีขึ้น

1.กรดไขมันในปลา (โอเมก้า 3)

กรดไขมันในปลา หรือ โอเมก้า 3 นั้นจำเป็นต่อสุขภาพอย่างมาก เพราะกรดโอเมก้า 3 ไม่เพียงแต่ช่วยลดการอักเสบในร่างกายเพียงเท่านั้น แต่ยังปรับปรุงการทำงานของสมองและลดความเสี่ยงของโรคหัวใจอีกด้วย นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเบาหวานและอาการเจ็บป่วยอื่นๆอีกด้วย และโอเมก้า 3 นั้นสามารถพบได้เยอะในปลาน้ำเย็นเช่นทูน่า ปลาแซลมอน ปลาเทราท์ เป็นต้น หรือจะเลือกน้ำมันปลาก็เป็นอีก 1 วิธีที่ทำให้ร่างกายได้รับโอเมก้า 3 ได้

2.ผลไม้หลากสี

อะอะอะ เดี๋ยวก่อน แค่บอกว่าการทานผลไม้หลากสีนั้น ไม่ใช่ว่าจะทานแต่ผลไม้หลากสีเยอะๆ ทุกวันนะ เพราะในผลไม้บางชนิด มีปริมาณน้ำตาลที่สูงมาก แต่ทางกลับกันหลายชนิดก็มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระชั้นยอดอีกด้วย ฉนั้นควรเลือกทานแต่พอดีจะดีกว่านะ
มีการศึกษาพบว่าในเบอร์รี่มีแอนโธไซยานินสูง เป็น 1 ในปลาโวนอยด์ที่ดีที่สุดที่เรื่องจัดการเรื่องกายอักเสบในร่างกาย และในแอปเปิ้ลที่เต็มไปด้วยเส้นใยที่ช่วยต้านการอักเสบและดีต่อลำไส้อีกด้วย นอกจากนี้สับปะรด ก็เป็นอีก 1 ทางเลือกเพื่อลดอาการปวดข้อที่เกิดจากข้อเข่าเสื่อม หรือข้ออักเสบอีกด้วย อย่างไรก็ตามโบรมีเลนที่ช่วยเรื่องข้อเข่าเสื่อมในสับปะรดส่วนใหญ่จะพบอยู่ในลำต้นและแกนกลางของสัปะรด ฉนั้นเวลาจะทานสับปะรดให้ทานแกนกลางด้วยนะ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด

3.น้ำมันสกัดเย็น (บางชนิด)

ข้อนี้ไม่ได้จะขายของ แต่จะบอกว่าในน้ำมันสกัดเย็นบางชนิดอย่างเช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันงา น้ำมันสกัดเย็นเหล่านี้สามารถช่วยลดการอักเสบหรือปวดข้อเข่าได้ เพราะน้ำมันสกัดเย็นเหล่านี้มีไขมันที่ไม่อิ่มตัว ซึ่งดีต่อสุขภาพและยังมีโอเมก้า 3 ด้วย แต่ควรเลี่ยงน้ำมันพืช น้ำมันดอกทานตะวัน และน้ำมันถั่วลิสงเป็นต้น เพราะน้ำมันเหล่านี้อาจเพิ่มการอักเสบมากกว่าเดิมได้  เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับน้ำมันสกัดเย็น ทำไมถึงดีกว่าน้ำมันปกติ

น้ำมันงาดำสกัดเย็น Black Seeds

อันนี้ขายของ น้ำมันงาดำสกัดเย็น แคปซูลของโปรทริว่า 1 แคปซูล เทียบเท่างาดำ 2 ช้อนโต๊ะ โดยตัวแคปซูล เป็นแคปซูลชนิดนิ่ม ซึ่งตัวแคปซูลชนิดนิ่มสามารถดูดซึมเข้าร่างกายได้สูงถึง 80% – 100% ซึ่งใช้เวลาดูดซึมเพียงแค่ 5-15 นาทีเพียงเท่านั้น ต่างจาก แคปซูลชนิดแข็ง ที่ดูดซึมเข้าร่างกายได้เพียง 10 – 50% และยังใช้เวลาดูดซึมนาน 2-4 ชั่วโมง กำลังมีโปรโมชั่นอยู่สั่งเลย!

4.ถั่วและถั่วฝักยาว

ในถั่วและถั่วฝักยาวเป็นแหล่งของโปรตีน เส้นใย และ แร่ธาตุชั้นเยี่ยม ที่จำเป็นต่อร่างกาย และยังมีสารต้านอนุมูลอิระ ต้านการอักเสบอีกด้วย และในถั่วดำ ถั่วชิกพี และถั่วเหลือง ก็ล้วนเป็นแปล่งของแอนโฑไซยานิน – ฟลาโวนอยด์ที่ช่วยในลดการอักเสบอีกด้วย

5.กระเทียมและสมุนไพร

สมุนไพรประเภทขิงหรือขมิ้นชัน มีคุณสมบัติต้านการอักเสบได้ และมีหลายการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าสมุนไพรที่มีกลิ่นฉุนเหล่านี้มีประโยชน์ในการรักษาการปวดเข่าหรือเป็นข้ออักเสบต่างๆ การเพิ่มสมุนไพรเหล่านี้เข้าไปในอาหาร จึงเป็นผลดีต่อร่างกายอย่างมาก แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ อาหารเสริมก็เป็นอีก 1 ทางเลือดได้นะ

ปวดหัวเข่า ห้ามกินอะไรบ้าง?

1.อาหารทอดและอาหารแปรรูป

มันฝรั่งทอด ไก่ทอด ขนมปัง ช่างเย้ายวนน่ากินเหลือดเกิน แต่เดี๋ยวก่อน อาหารเหล่านี้เต็มไปด้วยไขมันทรานส์ ไขมันทรานส์นั้นไม่ดีต่อร่างกายอย่างมาก และอาจทำให้เกิดการอักเสบและกระตุ้นอาการปวดเข่าได้ และในอาหารเหล่านี้ยังมีกรด โอเมก้า แต่ แต่ แต่ กรดโอเมก้าเหล่านี้ ไม่ใช่โอเมก้า 3 แต่ดันเป็น โอเมก้า 6 ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างมาก ลองอดใจกินอาหารทอดเหล่านี้ให้น้อยลงเพื่อสุขภาพของตัวเราเอง หรือ ไม่กินเลยจะดีมากๆ แต่แหม นานๆกินที แล้วกินน้อยๆ ค่อยเป็นค่อยไปก็ได้นะ ถ้าเลิกไม่ได้จริงๆ

2.น้ำตาล

แค่พูดว่าเลิกน้ำตาลเบาๆก็เจ็บ เพราะอาหารที่ใส่น้ำตาลช่างอร่อยเหลือเกิน แต่รู้หรือไม่ว่าในน้ำตาลแสนหวานอร่อยนั้นมีสารที่ทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบได้ง่าย และยิ่งกินน้ำตาลมากๆ อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจจะเร่งการอักเสบให้มากกว่าเดิม และที่สำคัญ ทำให้เบาหวานได้อีกด้วย ฉนั้นเลิกได้เลิกดีกว่านะ เปลี่ยนจากกินน้ำตาลปกติ ไปกินน้ำตาลจากผล หรือน้ำตาลเทียมแทนดีกว่า แต่เปลี่ยนแล้วก็ใช่ว่าจะทานเท่าไหร่ก็ได้นะ ควรทานแต่พอดีจะดีที่สุด

3.กรดโอเมก้า 6

ปกติแล้วจะได้ยินกันแค่ว่าทานกรดโอเมก้า 3 นั้นดีต่อร่างกาย แต่ไม่ค่อยมีเท่าไหร่นักที่จะเอ่ยถึงกรดโอเมก้า 6 กรดโอเมก้า 6 ส่วนใหญ่จะพบในถั่วลิสงและข้าวโพด ซึ่งกรดโอเมก้า 6 เมื่อได้รับมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการปวดตามข้อต่อได้ แต่สามารถทานกรดโอเมก้า 3 ได้ปกตินะ เลี่ยงกรดโอเมก้า 6 เลือกกรดโอเมก้า 3

4.เกลือ

เกลือที่มากเกินไปในอาหาร ส่งผลไม่ดีนักต่อร่างกาย และมีการพิสูจน์แล้วว่าการทานเกลือเยอะเกินทำให้เกิดปัญหาต่อร่างกาย เช่น ความดันโลหิตสูงและระคายเคืองในข้อต่อ และนำไปสู่การบวมได้ จะดีที่สุดถ้าใส่เกลือน้อยๆในอาหาร และลดการทานอาหารที่มีโซเดียมลง

5.แอลกอฮอล์

การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปส่งผลเสียต่อสุขภาพมากมาย และรวมไปถึงการปวดข้อด้วย การดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลงช่วยลดการอักเสบของข้อต่อตามร่างกายได้ และยังมีการศึกาในการดื่มเบียร์วันละ 1-2 กระป๋องต่อวันนั้น ดีต่อสุขภาพหลายด้าน แต่มากกว่านั้นอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี

บทความ ปวดหัวเข่า กินอะไรหาย และห้ามกินอะไรบ้าง เกิดจากการรวบรวมข้อมูลจากเว็บสุขภาพชื่อดังจากต่างประเทศที่มีความน่าเชื่อถือในระดับนึง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการจะเชื่ออะไรต่างๆในกูเกิ้ล ควรหาข้อมูลในหลายๆที่เพื่อเปรียบเทียบกันอีกที เพื่อความชัวร์ของข้อมูล หรือเช็คจากแหล่งข้อมูลอ้างของเว็บนั้นๆว่าเชื่อถือได้หรือไม่ ทางโปรทริว่าไม่ได้บอกให้เชื่อเรา 100% แต่เราได้คัดกรองข้อมูลนี้แล้วก่อนนำมาเขียนบทความให้ทุกคนได้อ่านกันด้วยความปรารถนาดีจาก โปรทริว่า อาหารเสริมเพื่อคนรักสุขภาพ

Facebook
Twitter

ใส่ความเห็น

สารบัญเนื้อหา

สาระน่ารู้อื่นๆ