อะโวคาโด กินตอนไหนดีที่สุด โดยเฉพาะคนที่ต้องการลดความอ้วน

อะโวคาโด กินตอนไหนดีที่สุด โดยเฉพาะคนที่ต้องการลดความอ้วน

สารบัญเนื้อหา

อะโวคาโด ผลไม้ที่ชื่อว่าเป็น Super Food ที่เต็มไปด้วยสรรพคุณมากมายต่อร่างกาย และเป็นที่ยอมรับทั่วโลก สามารถทานได้บ่อยๆ โดยไม่ต้องกลัวเสียสุขภาพ (กลัวแค่ตังในกระเป๋าไม่พอ) เนื่องจากประโยชน์ที่มากมายของอะโวคาโดทำให้มีนักวิจัยหลายที่ต้องการให้อะโวคาโดเกิดประโยชน์สูงสุด จึงมีการนำอะโวคาโดไปสกัดเย็นจนได้น้ำมันอะโวคาโดสกัดเย็นเข็มข้มที่คงคุณค่าสูงสุดของอะโวคาโดไว้ออกมาขายตามท้องตลาด เพื่อให้ร่างกายคนเราสามารถดูดซึมได้เต็มที่ เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพอีก 1 ทาง อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับน้ำมันอะโวคาโด

อะโวคาโด กินตอนไหนดี

อะโวคาโด กินตอนไหนดีที่สุด

อะโวคาโดจะได้ประโยชน์สูงสุด ถ้าทานเมื่อสุกแล้ว อะโวคาโด กินตอนไหนดีที่สุดนั้น แนะนำเป็นตอนเช้าจะดีที่สุด เวลาอื่นก็สามารถทานได้ แต่เนื่องจากอะโวคาโดทำให้อิ่มนาน การทานตอนเช้า เลยจะทำให้มื้อต่อๆไปทานได้น้อยลง จึงแนะนำให้ทานตอนเช้าจะดีที่สุด

ทานอะโวคาโด ตอนเช้า ดียังไง

มีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าการการทานอะโวคาโดตอนเช้า ถือว่าเป็นมื้ออาหารที่สมบูรณ์แบบที่สุด นักวิจัยยังพบอีกว่า ผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานที่ทานอะโวคาโดในตอนเช้า ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น และอาจส่งผลดีต่อความดันโลหิตอีกด้วย

ทานอะโวคาโด ตอนกลางวัน ดียังไง

สถาบันสุขภาพแห่งชาติได้ศึกษาเกี่ยวกับคนที่ทานอะโวคาโด พบว่าหลังจากทานอะโวคาโดทำให้ความอยากอาหารน้อยลง อย่างน้อยๆ 5 ชั่วโมง หลังจากทานอะโวคาโด และยังพบว่าคนที่ทานอะโวคาโดมักจะกินน้อยลงตลอดทั้งวัน และนอกจากนี้ในอะโวคาโดยังมีไขมันจำนวนมาก และยังเป็นแหล่งของ เส้นใย และคาร์โบไฮเดรต สารอาหารเหล่านี้ ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น ซึ่งนั่นทำให้น้ำหนักลดลงได้

ทานอะโวคาโด ตอนเย็น ดียังไง

ข้อนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ เพราะมีคนกล่าวว่าอะโวคาโด อาจทำให้คุณตื่นขึ้นมากลางดึกได้ เพราะอะโวคาโดมีกรดอะมิโนที่กระตุ้นสมอง
แต่ก็มีผู้เชี่ยวชาญบางคนออกมาบอกว่า อะโวคาโดช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น เพราะเพิ่มโพแทสเซียมของคุณ และทำให้คุณหลับได้ดีขึ้นกว่าเดิม
แต่แหมทีมงานโปรทริว่าคิดว่า การทานอะโวคาโดตอนเย็นเพื่อให้นอนหลับคงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก เพราะอะโวคาโดให้พลังงานเยอะ และตอนเย็นคงไม่ได้ใช้พลังงานเยอะอะไรขนาดนั้น การทานอะโวคาโดตอนเย็นอาจนำไปสู่การตกค้างของพลังงานส่วนเกิน เป็นกลายเป็นไขมันส่วนเกินได้

อะโวคาโด ควรกินวันละกี่ลูก

เนื่องจากอะโวคาโดมีสารอาหารที่ค่อนข้างเยอะ และให้พลังงานสูงมากๆ เลยไม่ควรทานเกินวันละ 1 ลูก และควรทานอาหารให้หลากหลาย แทนการกินเพียงอะโวคาโดอย่างเดียว เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน

ควรกินอะโวคาโดบ่อยแค่ไหน?

การกินอะโวคาโดได้ 1 ผลต่อวันนั้นส่งผลดีต่อร่างกาย และยังไม่เป็นผลร้ายต่อร่างกายคุณอีกด้วย (แต่อาจจะไม่ดีต่อสุขภาพกระเป๋าตังเท่าไหร่) และการกินอะโวคาโดต่อวันเป็นเวลา 1 เดือน จะช่วยให้ร่างกายของคุณรักษาสมดุลของของเหลวในร่างกายได้ดีขึ้น และนอกจากนี้อะโวคาโดยังมีวิตามินซีและอีสูง ซึ่งมีส่วนช่วยสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ซึ่งมีส่วนช่วยให้ผิวมีความอ่อนนุ่มและกระชับอีกด้วย

วิธีเลือกอะโวคาโด

  1. เปรียบเทียบสีภายนอกของผิวอะโวคาโด เพื่อหาอะโวคาโดที่มีสีเข้มกว่าลูกอื่นๆ แต่ระวังสีผิวของเปลือกที่มีความต่างกันที่เกิดจากความฟกช้ำจากการขนส่ง
  2. เมื่อเลือกได้แล้วให้วางอะโวบนผ่ามือ
  3. บีบเบาๆ เพื่อตรวจความแน่นของเนื้ออะโวคาโด โดยไม่ต้องใช้ปลายนิ้ว เพราจะทำให้อะโวคาโดเกิดรอยช้ำได้
1.วิธีเลือกอะโวคาโดอะโวคาโด ยังไม่สุก
รูปภาพจาก loveonetoday

ยังไม่สุก (4-5 วันสุก)

หากอะโวคาโดไม่สามารถบีบได้ และสีเขียวสดใสอยู่ นั้นหมายความว่าอะโวคาโดยังไม่สุก จะใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน ที่อะโวคาโดลูกนี้จะสุกพร้อมทาน

2.วิธีเลือกอะโวคาโดอะโวคาโด เกือบสุก
รูปภาพจาก loveonetoday

เกือบสุก (1-2 วัน)

หากสามารถบีบได้แค่นิดเดียว และยังมีสีเขียวอยู่ นั่นนความว่า อะโวคาโดใกล้สุก แต่ยังไม่สุกดีพอ ให้เก็บไว้อีก 1-2 วัน ถึงจะพร้อมทาน

3.วิธีเลือกอะโวคาโด อะโวคาโด สุก
รูปภาพจาก loveonetoday

สุก พร้อมทาน

หากสามารถบีบได้ไม่เละมาก และสีเปลือกเปลี่ยนเป็นสีดำ คือพร้อมทานแล้ว

4.วิธีเลือกอะโวคาโด อะโวคาโด สุกเกินไป
รูปภาพจาก loveonetoday

โอเวอร์ริก (สุกงอม)

หากสาสามารถบีบและรู้สึกบีบได้ง่ายๆ และสีเปลือกเป็นสีดำแล้ว นี่อาจจะหมายถึงว่าอะโวคาโดนั้นสุกเกินไปที่จะเกินแล้ว อาจเกิดการเน่าเสียแล้ว ถ้ายังไม่ได้ซื้อแนะนำให้เลือกลูกอื่น แต่ถ้าซื้อมาเก็บไว้แล้ว ควรเช็คให้ดีว่ามีกลิ่นหรือเปล่า

อะโวคาโด ประโยชน์

ถึงแม่ว่าอะโวคาโด ประโยชน์จะเยอะ แต่ทุกอย่างที่ทานเข้าสู่ร่างกาย ถ้าเยอะไปก็ไม่ดี ถ้ารู้จักกินให้เป็น ประโยชน์จะเยอะมาก ถ้าทานแต่พอดีล้วนแล้วแต่ดีต่อสุขภาพทั้งนั้น ขนาดสารเสพติดอย่างกัญชา ที่เคยผิดกฏหมายก็เปลี่ยนให้ถูกกฏหมายและดีต่อร่างกายได้อีกด้วย ถ้าใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ แต่เราก็ได้เห็นผลข้างเคียงที่ชัดเจนไปแล้วจากการใช้กัญชาเกินขนาด ถ้ากินอะไรเกินขนาดที่ร่างกายจะรับไหว นั่นคือส่งผลเสียต่อร่างกายทันที อะโวคาโดก็เหมือนกัน ถ้าเกิดคุณหักดิบลดน้ำหนักและอยากสุขภาพดี โดยการกินอะโวคาโดในทุกๆมื้ออาหาร และทานในปริมาณที่มากเกินที่ร่างกายต้องการเพื่อให้ตัวเองดูสุขภาพดี หรือผอมลง นั่นคือคุณคิดผิด การทานแต่พอดี และหลากหลาย คือทางเลือกที่ดีที่สุดที่คุณจะรักษาสุขภาพของคุณให้ดีขึ้นได้ มาดูว่าถ้าทานพอดีอะโวคาโด ประโยชน์จะมีอะไรบ้าง

1.ดีต่อลำไส้

เนื่องจากอะโวคาโดนั้นมีเส้นใย(ไฟเบอร์)ที่ค่อนข้างสูงถึง 14 กรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่ค่อนข้างสูงพอสมควร และเมื่อร่างกายได้รับเส้นใย(ไฟเบอร์)เพียงพอ ระบบย่อยอาหารของคุณก็จะดีขึ้น และเมื่อร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นก็จะทำให้ร่างกายดีขึ้นตามไปด้วย และที่สำคัญคือ เมื่อระบบย่อยอาหารดีขึ้น ก็จะทำให้น้ำหนักลดง่ายขึ้นนั่นเอง
มีการศึกษาเกี่ยวกับการลดน้ำหนักด้วยอะโวคาโดจากผู้ทดลองที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน 163 คน โดยทุกคนเป็นผู้ใหญ่หมดแล้ว โดยจะแบ่งเป็นผู้ชาย กับผู้หญิง โดยผู้ชายจะให้กินอะโวคาโด 175 กรัม และผู้หญิงจะให้กินอะโวคาโด 140 กรัม การทดลองใช้เวลาทั้งหมด 12 สัปดาห์ ผลจากการทดลองในผู้ใหญ่ 163 ปรากฏว่า พบความเข้มข้นของกรดน้ำดีลดลง ซึ่งความเข้มข้นของกรดน้ำดีนี้จะเป็นการทำให้ลำไส้อักเสบ และเป็นตัวทำให้จุลินทรีย์ที่ไม่ดีต่อลำไส้เจริญเติบโตได้ดีขึ้น การที่อะโวคาโดทำให้ความเข้มข้นของกรดน้ำดีต่ำลง ทำให้ลำไส้ใหญ่มีสุขภาพดีขึ้นได้
นอกจากนี้ยังพบว่าอะโวคาโดยังแบคทีเรียที่ช่วยทำให้ลำไส้ใหญ่ดีขึ้นและปกป้องลำไส้ใหญ่จากโรคต่างๆ ได้อีกด้วย เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งทวารหนัก และลำไส้อักเสบ เป็นต้น

2.ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

สารอาหารต่างๆที่อยู่ในอะโวคาโดล้วนแล้วแต่เป็นสารอาหารที่ดีต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ สามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ดี
มีการศึกษาจำนวนมากเกี่ยวกับการใช้อะโวคาโดช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ ผลปรากฏว่า อะโวคาโด ช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอล แต่เป็นคอเลสเตอรอลชื่อ HDL (ไขมันดี) และยังลดระดับของคอเลสเตอรอล LDL (ไขมันเลว) อีกด้วย ซึ่งการเพิ่มไขมันดี ลดไขมันเลวนี้ ส่งผลดีต่อหลอดเลือด เพราะเจ้าไขมันดี(HDL)จะทำหน้าที่ไปจับกุมเจ้าตัวไขมันเลว(LDL)ตามลำไส้ เพื่อนำไปทำลายที่ตับ ยิ่งไขมันดีกับไขมันเลวสมดุล หรือไขมันดีมากกว่า ก็จะยิ่งทำให้หลอดเลือดทำงานได้ที่เท่านั้น นอกจากนี้แล้ว อะวคาโดยังมีปริมาณโพแทสเซียมและแมกนีเซียมที่ค่อนข้างสูง ซึ่งปริมาณของโพแทสเซียมและแมกนีเซียมที่สูงนี้จะช่วยให้ความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติได้ อะโวคาโดเลยเป็นตัวช่วยป้องกันโรคหัวใจได้อบ่างดีเยี่ยม

3.ต้านการอักเสบ

อะโวคาโดที่เต็มไปด้วยสารอาหารมากมายและมีกลุ่มสารอาหารเป็นสารต้านอนุมูลอิสระหลายอย่างอีกด้วย เช่น แคโรทีนอยด์ ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ดี ในการรักษาโรคเรื้อรังหลายๆชนิด
มีการศึกษาเกี่ยวกับการใช้อะโวคาโดต้านการอักเสบในผู้เข้าร่วม 45 คน พบว่า การทานอะโวคาโดเป็นประจำในทุกๆวัน ช่วยเพิ่มระดับสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้สมองและหัวใจมีสุขภาพที่ดีขึ้น

4.ลดน้ำหนัก

อะโวคาโดเป็นผลไม้อันดับต้นๆที่คนมักจะทานเพื่อลดน้ำหนัก ถึงแม้ว่าอะโวคาโดจะมีแคลอรีที่ค่อนข้างจะสูง แต่แคลอรีเหล่านั้นก็เป็นแคลอรีที่ดีต่อสุขภาพ และอะโวคาโดยังเต็มไปด้วยสารอาหารที่ร่างกายต้องการแถมยังเต็มไปด้วยไฟเบอร์อีก ซึ่งรวมๆแล้วทั้งดีต่อสุขภาพและการลดน้ำหนัก
การศึกษาเกี่ยวกับการลดน้ำหนักด้วยอาหารที่มีไฟเบอร์จากผู้เข้าร่วมทดสอบ 345 คน คน พบว่า ไฟเบอร์มีส่วนอย่างมากที่ทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้
และยังมีการศึกษาอีกจำนวนนึง ในการใช้อะโวคาโดลดน้ำหนัก พบว่าการทานอะโวคาโดช่วยให้อิ่มไวขึ้นและทำให้ไขมันหน้าท้องลดลงได้จริงๆอีกด้วย

5.ดีต่อแม่ที่ตั้งครรภ์และกำลังให้นมบุตร

เนื่องจากคุณแม่ที่กำลังอุ้มท้องหรือให้นมบุตรนั้นต้องการสารอาหารค่อนข้างที่จะเยอะมาก เพราะต้องบำรุงทั้งตัวเองและก็ลูกในครรภ์ จึงจำเป็นต้องได้รับสารอาหารมากเป็นพิเศษ และที่สำคัญในอะโวคาโดมีโฟเลตถึง 27% ซึ่งโฟเลตเป็น 1 ในสารอาหารที่จำเป็นขณะตั้งครรภ์ และปริมาณโฟเลตในอะโวคาโดเป็นปริมาณที่แนะนำพอดีอีกด้วย นอกจากนี้อะโวคาโดยังมีสารอาหารที่สำคัญที่ร่างกายคุณแม่ต้องการเพิ่มมากขึ้นจากการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรด้วยอย่างเช่น วิตามินซี บี 6 และไฟเบอร์ ซึ่งปริมาณไฟเบอร์ที่สูงช่วยป้องกันอาการท้องผูกในคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ได้อีกด้วย

6.บำรุงสายตา

ในอะโวคาโดมีสารอาหารมากมายและ 1 ในนั้นก็คือ ลูทีนและซีแซนทีน ที่เป็นไฟโตเคมิคอลที่อยู่ในเนื่อเยื่อตา ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันความเสียหายต่อตา และในอะโวคาโดยังมีกรดไขมันอิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่ทำให้ดูดซึมสารต้านอนุมูลอิสระได้ดี ช่วยลดความเสี่ยงของจอประสาทเสื่อมอีกด้วย

7.อาจป้องกันมะเร็ง

มีการศึกษาที่บ่งบอกว่าการทานานอะโวคาโดช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งได้ เพราะในอะโวคาโดมีสารประกอบที่ป้องกันมะเร็งได้ (บางชนิด)
มีการวิจัยที่บออกว่าการทานอะโวคาโดที่มีสารโฟเลต ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับอ่อน และ มะเร็งปากมดลูกได้ และอะโวคาโดที่มีไฟโตเคมิคอลและแคโรทีนอยด์ที่สูง อาจป้องกันมะเร็ง และกันไม่ให้มะเร็งลุกลามได้ อย่างไรก็ดีการศึกษาเหล่านี้ยังไม่ได้มีการศึกษาวิจัยกับมนุษย์ เป็นเพียงการวิจัยในหลอดทดลองเพียงเท่านั้น จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาและวิจัยเพิ่มเติมอีก

8.ลดความเสี่ยงภาวะซึมเศร้า

มีการศึกษาโฟเลตที่อยู่ในอะโวคาโดพบว่า โฟเลตมีส่วนเชื่อมโยงกับภาวะซึมเศร้า เพราะโฟเลตช่วยป้องกันไม่ให้สารที่ชื่อว่าโฮโมซิสเทอีน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้การส่งอาหารไปยังสมองลดลง ซึ่งเชื่อมโยงกับสารโฮโมซิสเทอีนส่วนเกิน ที่ทำให้เกิดความผิดปกติของการรับรู้ และภาวะซึมเศร้า

9.ล้างพิษตามธรรมชาติได้

เนื่องจากในอะโวคาโดมีเส้นใย(ไฟเบอร์) ซึ่งเป็นตัวส่งเสริมให้ลำไส้ทำงานได้ดีเป็นปกติ ซึ่งจะช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายทางอุจจาระได้
มีการศึกษาพบว่า เส้นใย(ไฟเบอร์) ช่วยส่งเสริมให้สุขภาพลำไส้ดีขึ้น และลดการอักเสบของทางเดินอาหารได้

10.บรรเทาข้อเข่าเสื่อม

ในอะโวคาโด และพืชอื่นๆที่มีสารชื่อว่า ซาโฟนิน มีส่วนช่วยให้ข้อเข่าเสื่อมและสะโพกดีขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ดี การวิจัยยังมีข้อมูลค่อนข้างน้อยอยู่ และยังไม่มีการยืนยันผลกระทบในระยะยาวของซาโปนินต่อข่อเข่าเสื่อมแต่อย่างใด

โทษของอะโวคาโด

นอกจากควรจะรู้ว่าอะโวคาโด กินตอนไหนดีที่สุด แล้วนั้น ควรรู้ไว้อีกอย่างด้วยว่า ถึงแม้ว่าอะโวคาโดจะดีต่อสุขภาพเพียงใด การทานอะไรมากไปก็ไม่ค่อยดีต่อร่างกายนัก และอะโวคาโดก็เป็น 1 ในนั้น และเมื่อรู้ว่าอะโวคาโด กินตอนไหนดีที่สุดแล้วแต่ยังไม่รู้ว่ากินเกินจะเป็นอะไรบ้าง ควรอ่านแต่ละข้อต่อไปนี้

1.อาจทำให้อ้วน

เนื่องจากอะโวคาโดมีพลังงานและสารอาหารที่สูงมาก และยังเเป็นแหล่งของไขมันดี ถึงจะบอกว่าไขมันดีแต่ถ้าทานานมากเกินไปก็ทำให้อ้วนได้ หากใน 1 วันมีการทานอะโวคาโดที่มากเกินไป จะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานที่เยอะเกินจนเกิดเป็นพลังงานส่วนเกินที่ร่างกายต้องการ และนั่นจะถูกเก็บไว้ในร่างกายเป็นไขมัน และนั่นคือสาเหตุว่าทำไมทานอะโวคาโดเยอะถึงอ้วนได้

2.อาจทำให้ขาดสารอาหารอื่นๆที่ร่างกายต้องการ

ปัญหาของการทานอะโวคาโดเลยคือ อิ่มเกินไป ใช่ อ่านไม่ผิดหรอก อิ่มเกินไปคือปัญหา เพราะว่าร่างกายคนเรานั้นต้องการสารอาหารหลายอย่าง และอะโวคาโด ถึงแม้จะมีสารอาหารเยอะก็จริง แต่ก็ไม่ได้มีทุกอย่างที่ร่างกายต้องการ การทานแต่อะโวคาโดอย่างเดียว จึงทำให้คุณอาจพลาดสารอาหารอื่นๆที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันได้ การทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ จึงดีที่สุดถ้าคุณต้องการดูแลสุขภาพ หรือ ลดน้ำหนักอยู่

3.อาจทำให้ปวดท้อง ท้องอืด และท้องผูก

จากข้อดีของอะโวคาโดที่มีเส้นใยเยอะทำให้ขับถ่ายได้สดวก แต่เมื่อทานเยอะจนเกินไป ทำให้ร่างกายได้รับเส้นใย(ไฟเบอร์)ต่อวันมากเกินที่ร่างกายต้องการ การที่ได้รับไฟเบอร์มากเกินไปอาจเกิดปัญหาตามมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ลำไส้แปรปรวน หรือ ทางเดินอาหารไม่ปกติ

4.อาจทำให้เกิดการอักเสบ

การทานไขมันอิ่มตัวมากเกินไป อาจทำให้เพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 ได้ และอาจเป็นโรคหัวใจและคอเลสเตอรอลสูงได้อีกด้วย ไขมันอิ่มที่ได้รับมากเกินไป จะเป็นตัวการเพิ่มการอักเสบในหลอดเลือด และอาจนำไปสู่โรคหัวใจได้ในที่สุด แต่นั่นคือ ถ้าคุณทานอะโวคาโดมากเกินไปในแต่ละวัน ถ้าไม่ได้ทานเยอะมาก ปัญหานี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่

อะโวคาโด มีพันธ์อะไรบ้าง

ถึงแม้ว่าคุณจะเจออะโวคาโดไม่กี่สายพันธ์ตามตลาด แต่แท้จริงแล้วอะโวคาโดมีหลายสายพันธ์มากๆ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นลูกผสมซะมากกว่า ต้นกำหนดจริงๆของอะโวคาโดจะอยู่แถบ กัวเตมาลา เม็กซิกัน หรือ อินเดียตะวันตกเลย ปกติแล้วอะโวคาโดจะแบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์ได้แก่ A-type และ B-type ความต่างจะขึ้นอยู่กับพื้นที่เพราะปลูกแต่ละพื้นที่ไป และยังมีความต่างเล็กน้อยระหว่าง ขนาด สี รสชาต และรูปร่าง วันนี้เราจะไปปาดูอะโวคาโด 15 ชนิดที่พบได้มากที่สุดกัน

สายพันธุ์ A-type

ชอเคตต์ (Choquette)

มีลักษณะผิวเรียบเนียนและมันวาว มีเนื้อน้ำและมักจะรั่วตอนถูกตัด พบได้ใน ฟลอริดาตอนใต้

ลูลา (Lula)

สายพันธุ์ที่มีน้ำน้อยกว่าพันธุ์อื่นๆ แต่ทนควาหนาวเย็นสูง แต่เกิดเชื้อราได้ง่าย

ฮาส (Hass)

เป็นพันธุ์ที่มีได้รับความนิยมมากที่สุดพันธุ์นึงเลยก็ว่าได้ เพรามีจำหน่ายตลอดทั้งปี และมีรสเนย รูปทรงกลม สีเปลือกจะเปลี่ยนจากเขียวเข้ใเป็นดำม่วงเมื่อสุก

รีด (Reed)

เป็ยพันธุ์ที่จะมีขายเฉพาะหน้าร้อนเท่านั้น รสชาติจะเบาและละเอียดกว่าพันธุ์อื่นๆ มีขนาดลูกเท่าซอฟต์บอล และเมื่อสุกสีจะยังเขียวอยู่ ไม่เหมือนพันธุ์อื่นๆ

พิงเคอร์ตัน (Pinkerton)

พันธุ์จะมีรูปร่างเป็นสีเหลี่ยมผืนผ้า ผิวจะหยาบกร้านกว่าพันธุ์อื่นๆ แต่เปลือกจะปลอกง่าย และเมล็ดค่อนข้างที่จะเล็กกว่าพันธุ์อื่นๆ

เกวน (Gwen)

สายพันธุ์นี้มีความคล้ายกับสายพันธุ์ Hass รสชาติ รูปลักษณ์ ผิวค่อนข้างหนาสีเขียวเข้ม และปลอกง่าย

มาลูมา (Maluma)

สายพันธุ์นี้เป็นสายพันธุ์ที่ต่างจากสายพันธุ์อื่นๆ ด้วยสีที่เป็นสีม่วงเข้ม และถูกพบในแอฟริกาใต้เมื่อปี 1990 แต่สายพันธุ์นี้เติบโตช้ามาก ในทางกลับกัน กับออกผลมากเป็นพิเศษ

สายพันธุ์ B-type

เอตทิงเกอร์ (Ettinger)

สายพันธุ์นี้มักปลูกในอิสราเอล และสีจะไปทางเขียวสดใส เมล็ดใหญ่ และรสชาติอ่อนกว่าสายพันธุ์อื่นๆ

ชาร์วิล (Sharwill)

สายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ออสเตรเลีย ที่เปลือกค่อนข้างหยาบ สีเขียว และเนื้อสีเหลือง รสชาติเข้มข้นมากกว่าพันธุ์อื่นๆ

ซูตาโน (Zutano)

พันธุ์เปลือกบาง สีเขียวอมเหลือง รสชาติอ่อนๆ

บร็อกเดน (Brogden)

เป็นพันธุ์ลูกผสมระหว่างอินเดียตะวันตกกับเม็กซิกัน สามารถทนความเย็นได้ แต่ปลอกยากมาก จึงไม่นิยมทานกัน

ฟูเอร์เต (Fuerte)

สายพันธุ์นี้มีลักษณะคล้ายลูกแพร์ และสามารถเก็บรักษาได้ถึง 8 เดือน

คลีโอพัตรา (Cleopatra)

เป็นสายพันธุ์ใหม่ ยังไม่ค่อยมีคนรู้จักมากนัก และผลค่อนข้างแคระเล็กกว่าสายพันธุ์อื่นๆ

เบคอน (Bacon)

สายพันธูืที่รสชาติอ่อนๆ และผิวที่มีสีน้ำตาลอ่อน ปลอกง่าย

มอนโร (Monroe)

สายพันธุ์ที่มีขนาดถึง 2 ปอนด์ หรือ 910 กรัม และเต็มไปรสชาติที่หลากหลายและเนื้อน้ำน้อยกว่าพันธุ์อื่นๆ

อะโวคาโด กี่แคล ข้อมูลทางโภชนาการ

ข้อมูลต่อไปนี้เป็นข้อมูลจากกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา มีการเผยแพร่เมื่อวันที่ 4/1/2019 สามารถตรวจสอบได้ทั้งหมดผ่านเว็บไซต์ fdc.nal.usda.gov

อะโวคาโด 1 ลูก ประมาณ 201 กรัม มีสารอาหารคร่าวๆดังต่อไปนี้

  • น้ำ 147 กรัม
  • พลังงาน 322 กิโลแคลอรี
  • โปรตีน 4.02 กรัม
  • ไขมมัน 29.5 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 17.1 กรัม
  • ไฟเบอร์ 13.5 กรัม
  • น้ำตาล 1.33 กรัม

น้ำมันอะโวคาโด (Avocado Oil) ประโยชน์เยอะกว่า ทานง่ายกว่าปกติ

อะโวคาโด (Avocado) ถูกนับว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดอาหาร (Superfood) เนื่องจากอุดมไปด้วยสารอาหารและคุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายของมนุษย์ นอกจากนั้นยังเป็นไขมันไม่อิ่มตัวที่ดีต่อสุขภาพ สามารถทานได้บ่อยโดยไม่ต้องกลัวโคเลสเตอรอลในเลือดสูงกันเลยทีเดียว

การสกัดเย็น คือ การบดหรือกดเพื่อที่จะเอาน้ำมันออกมาโดยไม่ต้องใช้ความร้อน ในกระบวนการสกัด เช่น การบดเมล็ดถั่ว ผลไม้ หรือผักต่างๆ (ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการสกัดเย็นอะไร) โดยการสกัดเย็นจะสกัดที่บริเวณอุณหภมูิห้องปกติ ไม่ใช้ความร้อนหรือสารเคมีเพิ่มเติมใดๆ ในกระบวนการสกัด และทิ้งไว้ให้ตกตะกอนก่อน ค่อยตักเอาเฉพาะน้ำมันบริสุทธิ์ที่ลอยอยู่เหนือตะกอน ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้ได้น้ำมันที่มีกรดค่อนข้างต่ำ สารอาหารยังอยู่ครบ และรสชาติจะยังคงอยู่ และวิธีนี้ถือว่าเป็นวิธีที่ทำให้ได้น้ำมันที่ดีต่อสุขภาพมากที่สุด และสีของน้ำมันจะอ่อนกว่าสีของน้ำมันจากการสกัดร้อน สามารถบริโภคได้เลย แต่น้ำมันสกัดเย็นจะแพงกว่าแบบสกัดร้อนเพราะว่า ผลิตได้น้อยกว่า แต่ได้คุณภาพมากกว่าแบบร้อน

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ น้ำมันสกัดเย็น 5 ชนิด

สรุป

อะโวคาโด กินตอนไหนดีที่สุดนั้นที่แนะสุดคือตอนเช้า เพราะจะทำให้อิ่มนานและทำให้อาหารมื้อต่อไปอย่างมื้อเที่ยง ทานได้น้อยลง การทานน้อยลง นั่นหมายความว่าอาหารที่ร่างกายต้องย่อยน้อยไปด้วย อะโวคาโด กินตอนไหนดีที่สุดตอนเช้านี่แหละ คือทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก แต่ถ้าอยากดูแลสุขภาพเฉยๆ สามารถกินตอนเที่ยงได้เหมือนกัน แต่ระวังการกินอะโวคาโดตอนเย็น เพราะยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ว่า กินแล้วหลับดีจริง หรือ ทำให้ตื่นกลางดึกหรือเปล่าแต่โปรดจำไว้ว่าอะโวคาโดนั้นให้พลังงานค่อนข้างสูง และตอนเย็นก็ไม่ได้ใช้พลังงานอะไรเลย นอกจากการนอนพักผ่อน ให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองเฉยๆ ไม่ได้ต้องการพลังงานมากมายขนาดนั้น ด้วยความปราถนาดีจาก โปรทริว่า อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะข้อเข่า

Facebook
Twitter

ใส่ความเห็น

สารบัญเนื้อหา

สาระน่ารู้อื่นๆ

โรคข้อเข่าเสื่อม คืออะไร ไม่ถึงตาย แต่เหมือนพิการตลอดชีวิต

อะโวคาโด กินตอนไหนดีที่สุด โดยเฉพาะคนที่ต้องการลดความอ้วน

สกัด เย็น คือ อะไร คนรักสุขภาพต้องรู้ไว้ ก่อนตัดสินใจบริโภค

ข้อเข่าเสื่อม รักษาหายได้ด้วยตนเอง ง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด

7 ประโยชน์ของ น้ำมะพร้าว ผู้หญิงท้องและเป็นประจำเดือนควรกิน!

โรคหัวใจเกิดจากอะไร? ภัยร้ายที่ไม่เลือกวัย อันตรายถึงชีวิต

โฟเลต คืออะไร ต่างจาก กรดโฟลิก ยังไง ? มีในอะโวคาโดเยอะแค่ไหน

โทษ น้ำมันรำข้าว ใครที่ไม่ควรทานบ้าง และประโยชน์ 5 อย่าง ที่ควรรู้

อยากผอม ต้องกินอะไรบ้าง 9 อย่างนี้ ต้องลอง แค่เพิ่มลงในมื้อปกติ

เส้นเลือดในสมองตีบ อาการเริ่มแรก เจอและรักษาทัน หายได้ไม่ยาก

9 อาหารบํารุงสายตาที่ดีที่สุดและแย่ที่สุด ที่ควร/ไม่ควรกิน!

ไขมันเกาะตับ สาเหตุไม่ใช่จากแอลกอฮอล์เสมอไป ป้องกันไว้ดีสุด